Losartan

Losartan

Losartan (ลอซาร์แทน) คือ ยาลดความดันโลหิตประเภทหนึ่ง ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งมักใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตันในผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือลดความเสียหายของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

Losartan เป็นยาในกลุ่มแองจิโอเทนซิน 2  รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์ (Angiotensin II Receptor Antagonists) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมนแองจิโอเทนซิน 2 มีผลต่อการรักษาภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนของเลือด นอกจากอาการป่วยดังกล่าวข้างต้นแล้ว Losartan อาจใช้เพื่อรักษาภาวะอาการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ได้ด้วย

Losartan

เกี่ยวกับยา Losartan

กลุ่มยา แองจิโอเทนซิน 2  รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์
ประเภทยา ยาตามคำสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาความดันโลหิตสูง ช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน


คำเตือนของการใช้ยา Losartan

  • ห้ามใช้ยาในผู้ที่เคยมีอาการแพ้ยา หรือแพ้ส่วนประกอบใด ๆ ในยา Losartan
  • ในผู้ป่วยเบาหวาน ห้ามใช้ยา Losartan ร่วมกับยาตัวอื่นที่มีส่วนประกอบของยาอะลิสคิเรน (Aliskiren)
  • ห้ามรับประทานอาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม หรือสารทดแทนเกลือในขณะใช้ยา Losartan นอกจากแพทย์จะอนุญาต
  • ผู้ที่กำลังใช้ยา ไม่ควรวางแผนตั้งครรภ์ ควรระมัดระวังและใช้วิธีการคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
  • ห้ามใช้ Losartan ในผู้ป่วยตั้งครรภ์เด็ดขาด เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์จนเป็นเหตุให้ทารกจริญเติบโตผิดปกติหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอายุครรภ์อยู่ในไตรมาสที่ 2-3
  • สำหรับผู้ที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรให้นมบุตรในช่วงที่กำลังใช้ยานี้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่ายาจะถูกส่งผ่านทางน้ำนมจนเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่
  • ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบประวัติทางการแพทย์และการรักษาก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะประวัติอาการป่วยที่สำคัญ เช่น โรคไต โรคตับ ภาวะหัวใจวาย ภาวะเกลือแร่ในร่างกายขาดสมดุล ภาวะขาดน้ำ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในขณะใช้ยา เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจส่งผลทำให้ความดันโลหิตต่ำ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากยา Losartan
  • ไม่ลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันอาการเวียนหัว
  • Losartan อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ จนนำไปสู่ภาวะไตวายได้ ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาจึงควรเฝ้าระวังอาการ และไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณของอาการป่วยที่เป็นอันตราย

ปริมาณการใช้ยา Losartan

การใช้ยา Losartan เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

ผู้ใหญ่

รับประทานยา วันละครั้ง ครั้งละ 50 มิลลิกรัม

หรือแพทย์อาจเพิ่มเป็น 100 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือ แบ่งเป็น 2 ครั้ง/วัน

ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี

เริ่มให้ยาจาก 25 มิลลิกรัม/วัน

เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวในช่วง 20-50 กิโลกรัม

เริ่มให้ยาจาก 0.7 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และให้ยาไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/วัน

เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวมากกว่า 50 กิโลกรัม

เริ่มให้ยาจาก 1.4 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และให้ยาไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/วัน

การใช้ยา Losartan เพื่อลดความเสียหายของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ใหญ่

เริ่มจาก รับประทานยา วันละครั้ง ครั้งละ 50 มิลลิกรัม

หรือแพทย์อาจเพิ่มเป็น 100 มิลลิกรัม วันละครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของระดับความดันโลหิต

ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี

เริ่มให้ยาจาก 25 มิลลิกรัม/วัน

การใช้ยา Losartan เพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย

ผู้ใหญ่

เริ่มจาก รับประทานยา วันละครั้ง ครั้งละ 12.5 มิลลิกรัม แล้วอาจเพิ่มเป็นเท่าตัว (25 มิลลิกรัม/วัน) สัปดาห์ละครั้ง

จากนั้น ให้ยารักษาคงที่ ที่ปริมาณยา 50 มิลลิกรัม วันละครั้ง ปริมาณยาสูงสุดต้องไม่เกิน 150 มิลลิกรัม/วัน

การใช้ยา Losartan

ก่อนใช้ยา ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบประวัติทางการแพทย์ และยารักษาตัวอื่นที่กำลังใช้อยู่เสมอ เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับ Losartan จนส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายได้ โดยแพทย์จะแนะนำว่าควรเริ่มใช้ยาหรือควรหยุดใช้ยาชนิดใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากผู้ป่วยกำลังใช้ยารักษาดังต่อไปนี้

  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretic)
  • ยารักษาความดันโลหิตชนิดอื่น
  • ยาลิเทียม (Lithium)
  • ยาต้านอาการอักเสบในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เซเลโคซิบ (Celecoxib) อินโดเมทาซิน (Indomethacin) หรือ มีลอกซิแคม (Meloxicam) เป็นต้น

ผู้ป่วยต้องใช้ยา Losartan ตามปริมาณและวิธีใช้ที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ยาน้อยกว่าหรือเกินกว่าปริมาณที่แพทย์สั่ง หากลืมรับประทานยาครั้งหนึ่ง ผู้ป่วยควรรับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ควรข้ามยารอบนั้นไปหากใกล้เวลาในการรับประทานยาครั้งถัดไป และห้ามรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่าเด็ดขาด ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะรับประทานยาร่วมกับมื้ออาหารหรือไม่ก็ได้ ควรเก็บรักษายาที่อุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความชื้น ความร้อน และแสงแดด

การรักษาด้วยยา Losartan อาจใช้เวลายาวนาน 3-6 สัปดาห์ ในระหว่างที่ใช้ยา ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อตรวจวัดระดับความดันโลหิตอยู่เสมอ หากอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาไปแล้วกว่า 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบ แต่หากเป็นการใช้ยา Losartan รักษาภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น

นอกจากนี้ การใช้ยา Losartan อาาจทำให้ผู้ป่วยเผชิญภาวะขาดน้ำได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายขาดสมดุล หากผู้ป่วยพบอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที เช่น มีเหงื่อออกมากผิดปกติ อาเจียน ท้องร่วง เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Losartan

ยา Losartan มีผลทางการรักษาที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย แต่นอกเหนือจากประสิทธิผลทางการรักษา ในบางครั้ง Losartan อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ร่างกายในผู้ป่วยบางรายได้เช่นกัน

ผลข้างเคียงทั่วไปที่มักพบได้จากการใช้ยา Losartan ได้แก่

  • เป็นหวัด หรือ ไข้หวัด โดยมีอาการ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ จาม เจ็บคอ
  • ไอแห้ง ๆ
  • เป็นตะคริว
  • ปวดขา ปวดหลัง
  • ปวดท้อง หรือ ท้องร่วง
  • ปวดหัว วิงเวียน
  • รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง
  • นอนไม่หลับ หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการที่เป็นสัญญาณบ่งชี้อาการการแพ้ยา เช่น

  • มีผดผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • แน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีปัญหาการหายใจ
  • หน้าบวม ลิ้นบวม ปากบวม หรือคอบวม

ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อย แต่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะที่กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย จนอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้ ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน หากพบอาการเหล่านี้

  • ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อแบบหาสาเหตุไม่ได้
  • กดแล้วเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ
  • อ่อนเพลียร่วมกับมีไข้
  • เหนื่อยล้าหมดแรงผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม

นอกจากนี้ ยังมีอาการที่เป็นผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอื่น ๆ จากการใช้ยา Losartan ที่ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังสังเกตอาการ และไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วนเช่นกัน หากพบตัวอย่างอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย
  • เจ็บปวด หรือปวดแสบ ในขณะปัสสาวะ
  • หน้าซีด ผิวซีด เวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หายใจถี่ ใจเต้นแรง ไม่มีสติ
  • หายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอก
  • ง่วงซึม สับสนมึนงง อารมณ์เปลี่ยนแปลง ไม่อยากอาหาร กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ตัวบวม น้ำหนักเพิ่มขึ้น หายใจไม่อิ่ม ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • มีโพแทสเซียมในร่างกายปริมาณมาก ทำให้มีอาการหัวใจเต้นช้าลง ชีพจรแผ่วเบา กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการเหน็บชา