ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
สุขภาพ

สาเหตุของอาการตาล้า และวิธีถนอมดวงตา

อัปเดตล่าสุด 30 ส.ค. 2565

ตาล้า (Eye Strain) เป็นภาวะที่ดวงตาอ่อนล้าที่เกิดหลังจากการใช้สายตาอย่างหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เช่น เพ่งมองจอคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ หรือขับรถทางไกล โดยอาการที่พบบ่อย เช่น ปวดตา ตาแห้ง เคืองหรือแสบร้อนดวงตา น้ำตาไหล มองเห็นไม่ชัดหรือเห็นภาพซ้อน ตาไวต่อแสง ลืมตาไม่ขึ้น และปวดหัว คอ ไหล่ และหลัง  

ตาล้าเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อดวงตา แต่ทำให้รู้สึกไม่สบายตาและเป็นอุปสรรคต่อการใช้สายตาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การปรับพฤติกรรมการใช้สายตาจะช่วยให้อาการตาล้าดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม อาการตาล้าต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่ควรต้องได้รับการรักษา 

สาเหตุของอาการตาล้า และวิธีถนอมดวงตา

ตาล้าเกิดจากอะไร

ตาล้าเป็นอาการที่พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุหลักมักมาจากการใช้สายตาเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พักสายตา โดยเฉพาะคนวัยทำงานและนักเรียนที่เรียนออนไลน์ผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ 

โดยปกติแล้ว เราจะกะพริบตาประมาณ 15 ครั้งต่อนาที แต่ขณะใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราจะกะพริบตาเพียง 5–7 ครั้งต่อนาที ทำให้เกิดอาการตาแห้งและตาล้า รวมถึงหน้าจอที่สว่างจ้าและแสงไฟกะพริบที่หน้าจอก็อาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายตามากขึ้น

นอกจากนี้ ตาล้าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น 

  • การใช้สายตาอ่านหนังสือ เย็บผ้า ขับรถ หรือเพ่งมองบางอย่างเป็นเวลานาน
  • สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอ การนั่งใกล้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศที่พัดลมถูกใบหน้าโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ตาแห้งมากขึ้น
  • ปัญหาทางสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ตาเขหรือตาเหล่ (Muscle Imbalance) หรือสวมแว่นสายตาและคอนแทคเลนส์ที่ค่าสายตาไม่เหมาะกับตัวเอง
  • การใช้โต๊ะทำงานที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน เช่น จอคอมพิวเตอร์ไม่พอดีกับระดับสายตา และเก้าอี้ทำงานที่ความสูงไม่พอดีกับโต๊ะ ทำให้ต้องนั่งหลังงอ หรือก้มหน้าเพื่อมองจอที่ไม่ตรงกับระดับสายตา ซึ่งอาจทำให้ปวดตา คอ ไหล่ และหลัง
  • ความเครียดและร่างกายอ่อนเพลีย

ปรับพฤติกรรมเสี่ยงเลี่ยงตาล้า 

แม้อาการตาล้ามักไม่รุนแรงจนทำให้เกิดปัญหาสายตาในระยะยาว แต่ก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้การมองเห็นแย่ลง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การเรียน และการทำงาน ในเบื้องต้นลองปรับพฤติกรรมการใช้สายตาก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาล้าได้ เช่น 

  • ไม่ใช้สายตาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะทุก 20 นาที แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างน้อย 20 วินาที จะช่วยลดอาการปวดตา ตาล้า และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด รวมถึงควรพักสายตา 15 นาทีหลังจากการใช้สายตาต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง เช่น นั่งทำงานหน้าจอนาน หรือขับรถทางไกล 
  • เตือนตัวเองให้กะพริบตาบ่อย ๆ หรือใช้น้ำตาเทียม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
  • เปิดไฟในห้องให้สว่างเพียงพอต่อการใช้สายตา ไม่ให้มืดหรือสว่างจ้าจนเกินไป ซึ่งแสงไฟที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน เช่น การดูโทรทัศน์ในห้องที่แสงสลัวเล็กน้อยจะช่วยลดอาการตาล้าได้ แต่การอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมที่ใช้สายตาเพ่งมอง อาจนั่งให้ไฟส่องจากทางด้านหลังจะเหมาะสมกว่า
  • ปรับความสว่างของหน้าจอไม่ให้สว่างกว่าแสงรอบข้าง และปรับลดค่าความแตกต่าง (Contrast) ของหน้าจอ หากตั้งค่าไว้สูงจะทำให้หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงสีที่จัดจ้าน ทำให้เกิดอาการตาล้าได้ง่าย นอกจากนี้ อาจติดแผ่นกรองแสง (Filter) ที่หน้าจอเพื่อลดอาการปวดตา
  • ปรับทิศทางพัดลมและเครื่องปรับอากาศในห้องหรือในรถไม่ให้ลมพัดโดนหน้าโดยตรง หากในห้องอากาศแห้งควรใช้เครื่องทำความชื้น ช่วยเพิ่มความชื้นในห้อง
  • จัดโต๊ะทำงานและท่านั่งให้เหมาะสม เช่น วางคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับเดียวกับระดับสายตา มีระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ประมาณ 1 ช่วงแขน คีย์บอร์ดควรวางพอดีระดับข้อศอก เลือกเก้าอี้ที่พอดีกับสรีระ และสามารถนั่งหลังตรงแนบกับพนักพิงได้ หากมีช่องว่างระหว่างหลังและพนักพิงควรใช้หมอนรองหลัง และวางเท้าในระนาบเดียวกับพื้น
  • เลือกแว่นสายตาและคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับค่าสายตา โดยเฉพาะคนที่ใช้สายตาทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตา และรับคำแนะนำในการเลือกแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่ออกแบบมาเฉพาะ
  • ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรสลับใส่แว่นตาเพื่อป้องกันอาการตาล้า

นอกจากนี้ ควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำ เพราะหากพบปัญหาเกี่ยวกับดวงตาและการมองเห็นจะได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ และป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการตาล้าบ่อยหรือมีอาการต่อเนื่องโดยที่ปรับการใช้สายตาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา

หัวข้อสนทนาล่าสุด

ใส่ถุงยางแต่กังวลว่าจะท้องเลยกินยาคุมฉุกเฉินแล้วตกขาวมา

โดย ポイパリン ピニチャイ

สวัสดีค่ะ เรามีเซ็กส์ครั้งล่าสุดวันที่ 22 (ก่อนหน้านี้มีหลายครั้งและใส่ถุงยางทุกครั้ง) ในวันนั้นอยู่ดีๆ เราก็รู้สึกแปลกๆ ตอนอีกฝ่ายหลั่ง(ในถุง)ค่ะเลยกินยาคุมฉุกเฉินกันไว้แบบ 2…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ยาคุมฉุกเฉินโพสตินอร์

โดย ผู้ใช้ไม่ระบุชื่อ

สวัสดีค่ะ วันที่01-03-66 กินยาคุมฉุกเฉิน หลังจากมีอะไรกับแฟนไม่เกินครึ่งชั่วโมง(หลั่งนอก) จากนั้น วันที่ 06-03-66 ประจำเดือนก็มา มาประมาณ6วัน จะท้องไหม แบบนี้ปลอดภัยหรือยังคะ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีตุ่มคล้ายสิวหัวช้างที่หลังหู กดเจ็บ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ทายาที่ตุ่ม แล้วตกสะเก็ดสีดำ ต่อมามีอาการปวดบวมร้อนมา 1 สัปดาห์แล้ว กินยาฆ่าเชื้ออยู่

โดย มีดอนะ รอรูมาแซะ

หวัดดีคับ ผมตื่นมามีอาการคล้ายสิวหัวช้างที่หลังหูสามเม็ด กดเจ็บ แล้วก้อต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ต่อมาเลยกินยาAmkเพื่อลดต่อมน้ำเหลืองกินมา2วัน…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม