ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
Pethidine (เพทิดีน)

Pethidine (เพทิดีน)

อัปเดตล่าสุด 29 ส.ค. 2561

Pethidine (เพทิดีน) เป็นยาระงับอาการปวดในยากลุ่มโอปิออยด์ชนิดสังเคราะห์ หรือในบางประเทศเรียกว่า Meperidine (เมเพอริดีน) ใช้บรรเทาอาการปวดเฉียบพลันระดับปานกลางถึงรุนแรง เช่น อาการปวดหลังการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ อาการปวดระหว่างการคลอดบุตร และใช้เตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหรือใช้ร่วมกับยาระงับความรู้สึก นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้ยาในปริมาณต่ำเพื่อระงับอาการหนาวสั่นหลังการผ่าตัดหรือหลังได้รับยาสลบ

ยา Pethidine ออกฤทธิ์โดยจับกับตัวรับโอปิออยด์ชนิดมิว (Mu-Opioid Receptor) ในสมองและไขสันหลัง ส่งผลให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง โดยมีความแรงประมาณ 1 ใน 10 ของมอร์ฟีน และออกฤทธิ์สั้นกว่ามอร์ฟีน ทั้งนี้ ยาเพทิดีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามกฎหมายยาเสพติดของไทย จึงใช้ในโรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น และไม่มีจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป

Pethidine

เกี่ยวกับยา Pethidine

กลุ่มยา ยาระงับปวดกลุ่มโอปิออยด์ชนิดสังเคราะห์ (กลุ่มฟีนิลไพเพอริดีน)
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2
สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดเฉียบพลันระดับปานกลางถึงรุนแรง บรรเทาอาการปวดระหว่างคลอด เตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด ใช้ร่วมกับยาระงับความรู้สึก และระงับอาการหนาวสั่นหลังการผ่าตัด
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่และเด็ก (เด็กใช้ตามดุลยพินิจของแพทย์)
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร Category C จากการศึกษาในสัตว์พบว่า ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอในการศึกษาทดลองในมนุษย์และสัตว์ ควรใช้ยาเมื่อพิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ ทั้งนี้ ยา Pethidine สามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้ หากใช้ยาระหว่างการคลอด อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการง่วงซึมและหายใจช้าลง โดยเฉพาะเมื่อทารกคลอดภายในประมาณ 1–4 ชั่วโมงหลังได้รับยา และการใช้ยาเป็นเวลานานระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการถอนยาได้ สำหรับผู้ให้นมบุตร ยาและสารนอร์เพทิดีนสามารถซึมผ่านน้ำนมมารดาและสะสมในร่างกายทารก ทำให้ทารกง่วงซึมหรือดูดนมได้น้อยลง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์มักเลือกใช้ยาแก้ปวดชนิดอื่นแทน
รูปแบบของยา ยาฉีด ยารับประทาน (ในบางประเทศ)

คำเตือนในการใช้ยา Pethidine

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา ผู้ป่วยควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยา Pethidine รวมถึงยาชนิดอื่น ๆ
  • ห้ามใช้ยา Pethidine ในผู้ที่ใช้ยาต้านเอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส (MAOIs) ภายใน 14 วันที่ผ่านมา เช่น ยาเซเลจิลีน (Selegiline) ยาราซาจิลีน (Rasagiline) ยาโมโคลบีไมด์ (Moclobemide) ยาฟีเนลซีน (Phenelzine) ยาไลน์โซลิด (Linezolid) หรือเมทิลีนบลู (Methylene Blue) เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ เช่น ภาวะกดการหายใจ โรคหืดระดับรุนแรงหรือกำลังกำเริบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้หยุดเคลื่อนไหว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการใช้ยา
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพหรือประวัติทางสุขภาพใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการใช้ยา เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ เนื้องอกในสมอง ความดันในกะโหลกศีรษะสูง อาการชักหรือโรคลมชัก โรคไต โรคตับ ความดันโลหิตต่ำ ภาวะขาดน้ำ ภาวะช็อก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากยานี้อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากเป็นโรคไฮโปไทรอยด์ โรคแอดดิสัน เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา ต่อมลูกหมากโต มีปัญหาในการปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคทางเดินน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ
  • ผู้ที่มีประวัติติดสุรา ใช้ยาในทางที่ผิด หรือมีอาการป่วยทางจิต ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะยานี้อาจทำให้เกิดการดื้อยา การพึ่งยา และการเสพติดได้ แม้จะใช้ตามที่แพทย์สั่งก็ตาม
  • ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอจะไวต่อฤทธิ์ของยามากกว่าปกติ จึงอาจต้องใช้ยาในปริมาณที่ต่ำลง
  • ยา Pethidine อาจทำให้ง่วงซึมและเวียนศีรษะ ห้ามขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรจนกว่าฤทธิ์ยาจะหมดไป โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาขณะทำหัตถการแล้วกลับบ้านในวันเดียวกัน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างใช้ยานี้
  • ยานี้อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ควรค่อย ๆ ลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้า ๆ

ปริมาณการใช้ยา Pethidine

ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยตัวอย่างการใช้ยา Pethidine ในผู้ป่วยแต่ละกลุ่มมีดังนี้

อาการปวดเฉียบพลันระดับปานกลางถึงรุนแรง

ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังปริมาณ 25–100 มิลลิกรัม หากจำเป็นอาจให้ยาซ้ำได้หลังจาก 4 ชั่วโมง หรือฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ ปริมาณ 25–50 มิลลิกรัม หากจำเป็นอาจให้ยาซ้ำได้หลังจาก 4 ชั่วโมง สำหรับยาเม็ดในประเทศที่มีจำหน่าย เช่น ยาเม็ดขนาด 50 มิลลิกรัม ให้รับประทานยาปริมาณ 50–150 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง

เด็ก ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อปริมาณ 0.5–2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ครั้ง

อาการปวดระหว่างการคลอดบุตร

ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังปริมาณ 50–100 มิลลิกรัม หากจำเป็นอาจให้ยาซ้ำได้หลังจาก 1–3 ชั่วโมง โดยปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 400 มิลลิกรัม/24 ชั่วโมง

การเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด

ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อปริมาณ 25–100 มิลลิกรัม ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด

เด็ก ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อปริมาณ 0.5–2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ใช้ร่วมกับยาระงับความรู้สึก

ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ ปริมาณ 10–25 มิลลิกรัม และให้ยาซ้ำตามความจำเป็น

อาการหนาวสั่นหลังได้รับยาระงับความรู้สึกหรือหลังการผ่าตัด

ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำปริมาณต่ำเพียงครั้งเดียว เช่น 12.5–25 มิลลิกรัม

เมื่อใช้ยาซ้ำหลายครั้งหรือใช้ยาในปริมาณสูง ร่างกายจะเปลี่ยนยาเป็นสารนอร์เพทิดีน (Norpethidine) ซึ่งสะสมได้ง่ายในผู้สูงอายุและผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง และอาจทำให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก กระสับกระส่าย หรือชักได้ ยานี้จึงไม่เหมาะกับการรักษาอาการปวดเรื้อรังหรืออาการปวดจากโรคมะเร็ง และควรใช้ในระยะสั้นเท่านั้น โดยแนวทางการรักษาหลายแห่งแนะนำให้ใช้ยารักษาอาการปวดเฉียบพลันไม่เกิน 48 ชั่วโมง และปริมาณยาไม่เกิน 600 มิลลิกรัม/วัน ส่วนผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือตับ แพทย์จะลดปริมาณยาและเว้นระยะห่างในการให้ยาแต่ละครั้งให้นานขึ้น

การใช้ยา Pethidine

  • ยา Pethidine ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด ซึ่งมักมีความเข้มข้น 50 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ฉีดยาให้ในโรงพยาบาล ทั้งการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ
  • ระหว่างได้รับยา เจ้าหน้าที่จะคอยตรวจติดตามการหายใจ ความดันโลหิต ชีพจร และระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
  • ผู้ป่วยควรแจ้งระดับความเจ็บปวดให้เจ้าหน้าที่ทราบตามจริง และไม่ควรขอยาเพิ่มเกินกว่าที่แพทย์สั่ง
  • หลังได้รับยาควรนอนพักและค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ หากรู้สึกเวียนศีรษะควรเรียกพยาบาลก่อนลุกเดิน เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม
  • หากได้รับยาชนิดเม็ด ควรใช้ยาตามฉลากและตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามเพิ่มปริมาณยาเอง หากมีอาการคลื่นไส้อาจรับประทานยาพร้อมอาหาร
  • ห้ามให้ผู้อื่นใช้ยาของตน และเก็บยาให้พ้นมือเด็ก โดยเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความร้อน แสงแดด และความชื้น
  • หากใช้ยาซ้ำหลายครั้งหรือใช้ยาเป็นเวลานาน ห้ามหยุดใช้ยาอย่างกะทันหัน แพทย์จะค่อย ๆ ลดปริมาณยาลง เพื่อป้องกันอาการถอนยา เช่น กระสับกระส่าย น้ำตาไหล น้ำมูกไหล หาวบ่อย เหงื่อออก หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย หรือนอนไม่หลับ
  • หากได้รับยาเกินขนาด อาจมีอาการง่วงซึมอย่างรุนแรง หายใจช้าหรือหายใจตื้น ผิวหนังเย็นชื้น กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หัวใจเต้นช้า หมดสติ ชัก หรือเข้าสู่ภาวะโคม่า ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที โดยยาต้านพิษนาล็อคโซน (Naloxone) สามารถแก้ไขภาวะกดการหายใจได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขอาการชักที่เกิดจากสารนอร์เพทิดีนได้

ปฏิกิริยาระหว่างยา Pethidine กับยาอื่น

ยา Pethidine อาจทำปฏิกิริยากับยาที่แพทย์สั่งจ่าย ยาที่หาซื้อได้เอง วิตามิน หรือสมุนไพรบางชนิดจนเกิดอาการไม่พึงประสงค์หรือทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลง เช่น

  • ยาต้านเอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส (MAOIs) ห้ามใช้ร่วมกับยา Pethidine เพราะอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ยาที่ส่งผลต่อสารเซโรโทนิน เช่น ยาฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ยาเอสซิตาโลแพรม (Escitalopram) ยาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ยาดูล็อกซีทีน (Duloxetine) ยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) ยาซูมาทริปแทน (Sumatriptan) ยาทรามาดอล (Tramadol) และสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John's Wort) ซึ่งอาจทำให้เกิดเซโรโทนิน ซินโดรม
  • ยาหรือสารที่กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาไดอะซีแพม (Diazepam) ยามิดาโซแลม (Midazolam) ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้ง่วง เช่น ยาโปรเมทาซีน (Promethazine) ยาต้านโรคจิต เช่น ยาคลอร์โปรมาซีน (Chlorpromazine) ยากาบาเพนติน (Gabapentin) ยาพรีกาบาลิน (Pregabalin) ยากลุ่มโอปิออยด์ชนิดอื่น เช่น มอร์ฟีน ยาเฟนทานิล (Fentanyl) ยาโคเดอีน (Codeine) ยาระงับความรู้สึก และแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้ง่วงซึมอย่างรุนแรง หายใจช้าลง โคม่า หรือเสียชีวิตได้
  • ยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) และยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณสารนอร์เพทิดีน ทำให้เสี่ยงต่อการชักมากขึ้นและฤทธิ์ระงับปวดลดลง
  • ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) และยาไซเมทิดีน (Cimetidine) ซึ่งอาจเพิ่มระดับยา Pethidine ในเลือดและทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น
  • ยากลุ่มโอปิออยด์ชนิดที่มีทั้งฤทธิ์กระตุ้นและต้าน เช่น ยาบูพรีนอร์ฟีน (Buprenorphine) ยานาลบูฟีน (Nalbuphine) และยาเพนตาโซซีน (Pentazocine) ซึ่งอาจทำให้ฤทธิ์ของยาลดลงและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการถอนยา
  • ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิก ซึ่งอาจทำให้ท้องผูกอย่างรุนแรงและปัสสาวะคั่ง
  • ยานาล็อคโซนและยานัลเทรกโซน (Naltrexone) ซึ่งจะยับยั้งฤทธิ์ของยา Pethidine

ตัวอย่างยาและสมุนไพรดังข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อาจทำปฏิกิริยากับยา Pethidine เท่านั้น หากผู้ป่วยกำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ อยู่ ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Pethidine

การใช้ยา Pethidine อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะหรือรู้สึกหน้ามืด ง่วงซึม เหงื่อออก ปากแห้ง ท้องผูก หน้าแดง ปวดศีรษะ อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น รู้สึกเคลิบเคลิ้มหรือหดหู่ ตาพร่ามัว ปวดหรือแดงบริเวณที่ฉีดยา และปัสสาวะลำบาก หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือมีอาการแย่ลงควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบ

อย่างไรก็ตาม หากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • อาการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอบวม
  • หายใจช้า หายใจตื้น หรือหายใจเสียงดัง หยุดหายใจเป็นช่วงนาน ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หรือปลุกให้ตื่นยาก
  • หัวใจเต้นเร็วมาก ช้ามาก หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ
  • ความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง หรือเป็นลม
  • สับสน กระสับกระส่าย หรือเห็นภาพหลอน
  • มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการชัก
  • กลุ่มอาการเซโรโทนิน ซึ่งอาจมีอาการ เช่น กระสับกระส่าย เห็นภาพหลอน มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อเกร็งหรือกระตุก การเคลื่อนไหวไม่ประสานกัน หรือท้องเสีย
  • ระดับคอร์ติซอลในร่างกายต่ำ ซึ่งอาจมีอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนแรงมากขึ้น
  • ท้องผูกอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ การใช้ยา Pethidine ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งต้องใช้ยาในปริมาณที่สูงขึ้นจึงจะได้ผลเท่าเดิม รวมถึงอาจเกิดการพึ่งยาและการเสพติดได้ ผู้ป่วยจึงควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

หนูมีอาการปวดต้นคอ ได้ยามากินหนูแต่เคยมีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนและท้องผูกเคยได้ยามากินจะเป็นอะไรไหมค่ะ ยาจะตีกันไหมค่ะ

โดย H

ไปหาหมอมาค่ะ หนูมีอาการปวดหัวตึงๆท้ายทอยและหลัง หมอจ่ายยา Mydocalm50mg ,Naptoxen250mg,paracetamol500mg มาให้ ซึ่งหนูเป็นกรดไหลย้อนและครั้งก่อนหนูไปหาหมอเพราะท้องผูกและปวดท้อง…

  • 3 ตอบ
  • มากกว่า 8 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เป็นไรคไต ทานยา diclofenac ได้ไหม

โดย jojo007

สวัสดีคับ..คือผมได้รับการปลูกถ่ายไตมา1ปี10เดือนแล้วคับ คือตอนนี้ผมีแผลที่ข้อเท้าซ้ายบริเวณตาตุ่ม เหมือนจะอักเสบ ไปหาหมออีกโรงบาลหนึ่งที่ไม่ใช่โรงบาประจำที่ไป. หมอก็บอกมันอักเสบ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 9 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม