Carbamazepine

Carbamazepine

Carbamazepine (คาร์บามาซีปีน) เป็นยาในกลุ่มยากันชัก ออกฤทธิ์โดยลดการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของระบบประสาทและสมองอันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการชักและอาการปวด ใช้ในการรักษาโรคลมชัก โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า รวมถึงโรคเส้นประสาทที่มีสาเหตุจากเบาหวาน และอาจนำมาใช้สำหรับรักษาโรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์

Carbamazepine

เกี่ยวกับ Carbamazepine

กลุ่มยา ยากันชัก (Anticonvulsants)
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ 
สรรพคุณ รักษาอาการชัก อาการปวดเส้นประสาท และโรคไบโพลาร์
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทานชนิดเม็ด แคปซูล น้ำเชื่อม

คำเตือนในการใช้ยา Carbamazepine

  • ควรปรึกษาและแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบถึงเงื่อนไขของผู้ป่วยเกี่ยวกับประวัติการใช้ยา ประวัติทางการแพทย์ และประวัติการแพ้ยาก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา โดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
  • ผู้ที่แพ้ยา Carbamazepine หรือยารักษาอาการซึมเศร้า เช่น อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) ด็อกเซปีน (Doxepin) อิมิพรามีน (Imipramine) นอร์ทริปไทลีน (Nortriptyline) เป็นต้น
  • ผู้ที่รับประทานยายับยั้งเอ็นไซม์เอ็มเอโอ (MAO Inhibitors) ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ฟูราโซลิโดน (Furazolidone) ลิเนโซลิด (Linezolid) เซเลจิลีน (Selegiline) เป็นต้น
  • ผู้ที่เคยมีประวัติการทำงานของไขกระดูกลดลง (Bone Marrow Suppression)
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • ผู้ป่วยโรคลูปัสหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
  • ผู้ป่วยโรคพอร์พีเรีย
  • ผู้ที่เคยมีปัญหาทางจิต วิกลจริต หรือเคยคิดจะฆ่าตัวตาย
  • การใช้ยาอาจทำให้เกิดผื่นคัน ซึ่งอาจเกิดการแพ้รุนแรงหรือถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
  • การใช้ยาอาจทำให้ผู้ป่วยมีความคิดหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากรู้สึกว่ามีอาการซึมเศร้า คิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย และควรให้สมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวเฝ้าระวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และอาการอยู่เสมอ
  • การใช้ยาอาจลดทอนประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด  อาจเลือกใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดในระหว่างการใช้ยา
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรเริ่มหรือหยุดใช้ยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะยาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ รวมถึงไม่ควรใช้ยาหากอยู่ในช่วงให้นมบุตรเพราะยาอาจขับออกทางน้ำนมและทำให้เกิดอันตรายต่อทารก
  • การใช้ยาอาจลดทอนประสิทธิภาพการคิดและการกระทำ ดังนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวังหรือไม่ควรใช้ยาหากจำเป็นต้องขับขี่ยานพาหนะหรือทำกิจกรรมที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • การใช้ยาร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • การใช้ยาอาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและทำให้ผิวไหม้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัด ๆ และการอาบแดด รวมถึงควรปกป้องผิวหรือทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน

ปริมาณการใช้ยา Carbamazepine

ยา Carbamazepine มีขนาดและปริมาณการใช้ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอายุหรืออาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีตัวอย่างปริมาณการใช้ยาและรายละเอียดดังนี้

  • โรคลมชัก 
    • ยาชนิดรับประทาน
      • ผู้ใหญ่ เริ่มต้นรับประทานยาขนาด 100-200 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้ง หรือแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาทีละน้อยทุกสัปดาห์แต่ไม่ควรเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน จากนั้นรับประทานยาแบบต่อเนื่องที่ขนาด 800-1,200 มิลลิกรัม สูงสุดไม่ควรเกินวันละ 2 กรัม
      • เด็ก รับประทานยาขนาด 10-20 มิลลิกรัมต่อวันต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • โรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ 
    • ผู้ใหญ่ เริ่มต้นรับประทานยา 400 มิลลิกรัมต่อวัน และค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาทีละน้อยเมื่อมีความจำเป็น จากนั้นรับประทานยาแบบต่อเนื่องที่ขนาด 400-600 มิลลิกรัมต่อวัน สูงสุดไม่ควรเกินวันละ 1.6 กรัม

 

  • โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า
    • ผู้ใหญ่ เริ่มต้นรับประทานยาขนาด 100-200 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาทีละน้อยเมื่อมีความจำเป็น จากนั้นรับประทานยาแบบต่อเนื่องที่ขนาด 400-800 มิลลิกรัม สูงสุดไม่ควรเกินวันละ 1.2 กรัม

การใช้ยา Carbamazepine

  • อาจต้องรับประทานยาต่อเนื่องถึง 4 สัปดาห์ กว่าอาการจะดีขึ้น ดังนั้น ควรอ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้ยาในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ไม่ควรใช้ยานี้เกินกว่าระยะเวลาที่แพทย์สั่ง และไม่ควรหยุดใช้ยาเองถึงแม้อาการดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • สามารถแกะแคปซูลชนิดควบคุมการปลดปล่อยยาและนำผงยาภายในมาผสมกับเครื่องดื่มที่มีรสหวานหรือน้ำเชื่อมได้ เพื่อทำให้สะดวกและง่ายต่อการกลืน แต่ควรรับประทานทันทีหลังผสมเสร็จ โดยห้ามเคี้ยว และควรทิ้งแคปซูลเปล่าทันที
  • ยาชนิดเม็ดควรรับประทานทั้งเม็ด ไม่ควรกัด เคี้ยว หรือทำให้แตก หรือหากเป็นยาชนิดน้ำควรเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง และใช้เครื่องมือตรวงปริมาตรของยาที่ได้มาตรฐาน
  • ควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรเก็บในที่ที่มีความร้อน และความชื้น ไม่ควรสัมผัสแสงโดยตรง รวมถึงปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้ยา ควรเก็บให้ไกลจากมือเด็ก และไม่ควรรับประทานยาที่หมดอายุ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Carbamazepine

ยา Carbamazepine อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปในขณะใช้ยา เช่น วิงเวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว เดินเซ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเซื่องซึม เป็นต้น ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการแย่ลงหรือมีอาการใหม่เกิดขึ้น เช่น อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย รวมถึงคิดอยากจะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย และควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน หากพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้

  • อาการแพ้ยา เช่น ผื่นคัน หายใจลำบาก มีอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ เป็นต้น หรือมีอาการแพ้ที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น มีอาการบวมที่ใบหน้า หรือลิ้น รู้สึกแสบร้อนที่ดวงตา รู้สึกปวดตามผิวหนังและตามด้วยผื่นแดงหรือม่วงกระจายตามร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้าและช่วงบนของลำตัว ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก
  • อาการเริ่มต้นของผื่นคันตามผิวหนัง ถึงแม้ว่าจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่รุนแรงก็ตาม
  • ปัญหาเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น เต้นเร็ว เต้นช้า หรือเต้นแรงผิดปกติ
  • รู้สึกวิงเวียนศีรษะมากหรือมีอาการหายใจหอบ
  • อาการที่บ่งบอกว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเลือด เช่น รู้สึกอ่อนเพลียหรือรู้สึกไม่สบายอย่างกะทันหัน มีไข้ หนาวสั่น ผิวซีด เจ็บคอ เลือดออกที่เหงือก เลือดกำเดาไหล
  • อาการที่บ่งบอกว่าตับมีปัญหา เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง มีอาการคัน รู้สึกเหนื่อย เบื่ออาหาร ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีเหมือนดิน ผิวหรือตาเหลือง
  • อาการที่บ่งบอกว่าระดับโซเดียมในร่างกายต่ำ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง พูดไม่ชัด อ่อนเพลีย ทรงตัวไม่ได้