เลือดกำเดาไหล

ความหมาย เลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหล เป็นอาการที่มีเลือดไหลออกจากรูจมูกเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เนื่องมาจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก เลือดกำเดาที่ไหลส่วนใหญ่ไม่ใช่สัญญาณอันตรายของโรคร้ายแรง เพราะเส้นเลือดภายในโพรงจมูกค่อนข้างเปราะบางและแตกได้ง่าย แต่ในบางกรณีที่มีเลือดกำเดาไหลอาจเกิดจากความผิดปกติภายในโพรงจมูก หรืออาการป่วยที่รุนแรงได้เช่นกัน

เลือดกำเดาไหล

ลักษณะของเลือดกำเดาไหล

  • มีเลือดไหลออกจากรูจมูก อาจไหลออกมาเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง
  • เลือดอาจไหลออกมาเป็นปริมาณมาก หรือปริมาณเพียงเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นเลือดที่แตก
  • เลือดจะไหลในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วหยุดไหลไปเองภายในเวลาไม่กี่นาที อาจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หรืออาจมากกว่านั้น ตามแต่กรณี

ชนิดของเลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาที่ไหลออกมาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการเกิด คือ

  • เลือดที่ออกมาจากโพรงจมูกทางส่วนหน้า มักเกิดกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกส่วนหน้าแตกทำให้มีเลือดไหลออกมา มักไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถรักษาอาการและทำให้เลือดหยุดไหลได้ด้วยตนเอง
  • เลือดที่ออกมาจากโพรงจมูกทางส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกส่วนหลัง หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกมาและไหลเข้าไปในลำคอด้วย ซึ่งอาจเป็นอันตราย และอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยโรคที่ร้ายแรงได้ พบได้มากในผู้ป่วยสูงวัย และควรได้รับการรักษาจากแพทย์

สาเหตุของเลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหลอาจเกิดจากเส้นเลือดฝอยหรือเส้นเลือดใหญ่ภายในจมูกแตก ซึ่งเลือดกำเดาไหลทั่วไป มีสาเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ล้วงหรือแคะจมูก
  • จามบ่อย ๆ
  • สั่งน้ำมูกแรงเกินไป
  • จมูกได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือการประสบอุบัติเหตุ
  • อุณหภูมิและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในอากาศหนาว หรืออากาศแห้ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นเด็กที่มีอายุอยู่ในช่วง 2-10 ปี และผู้สูงวัยที่มีอายุอยู่ในช่วง 50-80 ปี
  • การใช้ยาบางชนิดที่มีผลทำให้โพรงจมูกแห้ง อย่างกลุ่มยารักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาไข้หวัด รวมทั้งยารักษาไซนัสอักเสบ เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) และยาแก้คัดจมูก (Decongestants)
  • การใช้ยาแอสไพรินในปริมาณมาก

หากมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการป่วยรุนแรงหรือความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งมีโอกาสพบได้ไม่บ่อยนัก เช่น

  • มีสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ภายในจมูก
  • ปฏิกิริยาแพ้ต่อสารเคมี
  • โรคภูมิแพ้ หรือปฏิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้
  • ภาวะความดันโลหิตสูง
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น โรคฮีโมฟีเลย (Haemophilia) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของร่างกายส่งผลทำให้เลือดไม่แข็งตัว
  • ภาวะหลอดหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • การเกิดมะเร็งในโพรงจมูก

การวินิจฉัยอาการเลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาที่ไหลส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรง เพราะเส้นเลือดภายในโพรงจมูกค่อนข้างเปราะบางและแตกได้ง่าย แต่หากผู้ป่วยมีเลือดกำเดาไหลออกมาอย่างผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยสังเกตจากอาการสำคัญดังต่อไปนี้

  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปแล้วกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายรอบ
  • รู้สึกเวียนหัว หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม
  • หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหาในการหายใจ
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนออกมาเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว หรือมีไข้สูง (อุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส)

เมื่อไปพบแพทย์ ในขั้นแรกแพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย ประวัติการรักษา หรืออุบัติเหตุที่ประสบมา แล้วใช้สำลีชุบยาสอดเข้าไปในรูจมูก เพื่อทำให้หลอดเลือดภายในโพรงจมูกหดตัว ลดอาการบวมลง ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นและทำการตรวจภายในโพรงจมูก เพื่อมองหาสิ่งแปลกปลอมหรือความผิดปกติที่เป็นสาเหตุทำให้เลือดกำเดาไหลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หากต้องการผลที่แน่ชัดเพิ่มเติม แพทย์อาจต้องใช้วิธีการอื่นในการตรวจวินิจฉัยร่วมด้วย ได้แก่

  • กล้องส่องตรวจภายในโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปทางรูจมูก เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในโพรงจมูกในบริเวณที่ยากต่อการมองเห็น
  • การตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อตรวจหาโรคเลือด หรือความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด เช่น ตรวจดูปริมาณของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
  • การตรวจเลือดเพื่อวัดระยะเวลาที่เลือดจะแข็งตัว (Partial Thromboplastin Time: PTT) โดยทั่วไปเลือดจะแข็งตัวที่เวลาประมาณ 25-35 วินาที หากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด อาจใช้เวลานานกว่านั้น
  • การตรวจวินิจฉัยภาพถ่ายจากการฉายรังสีบริเวณโพรงจมูก เช่น การเอกซเรย์ (X-ray) การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

การรักษาอาการเลือดกำเดาไหล

การรักษาด้วยตนเอง

โดยปกติ เลือดกำเดาที่ไหลจะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและไม่เป็นอันตราย ร่างกายจะมีกลไกทำให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหลไปเอง แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาอาการได้ด้วยตนเองที่บ้าน โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ ซึ่งสามารถทำได้โดย

การห้ามเลือด

  • นั่งอยู่กับที่นิ่ง ๆ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบรูจมูก แล้วหายใจทางปากประมาณ 10 นาที หากผ่านไป 10 นาทีแล้วให้เลิกบีบจมูก หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้ง
  • หากมีเลือดที่ไหลลงในปากหรือลำคอ ให้คายเลือดออกมา อย่ากลืนเลือดลงไป รวมถึงต้องไม่นอนราบ และไม่เงยหน้าขึ้นในขณะที่เลือดกำเดาไหล เพราะอาจกลืนเลือดลงไปในกระเพาะแล้วทำให้เกิดการระคายเคืองที่อาจทำให้เกิดอาการป่วยอื่น ๆ ตามมา เช่น การอาเจียน
  • อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งวางไว้บริเวณสันจมูก (ดั้งจมูก)
  • ไม่พ่นจมูก สั่งน้ำมูก หรือล้วงแคะจมูก เพราะจะทำให้อาการแย่ลง

หากพยายามห้ามเลือดกำเดาด้วยตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วไม่ได้ผลและเลือดกำเดายังคงไหลอยู่อย่างต่อเนื่อง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาต่อไป

การดูแลตนเองหลังเลือดหยุดไหล

  • พยายามไม่พ่นจมูก สั่งน้ำมูก หรือจามเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังเลือดกำเดาหยุดไหล
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศแห้งหรือหนาวเย็น

การรักษาโดยแพทย์

หากเลือดกำเดาไม่หยุดไหล เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์อาจทำการรักษาด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ในเบื้องต้น แพทย์อาจใช้สำลีหรือผ้าก๊อซอุดรูจมูก เพื่อทำให้เลือดหยุดไหล หรืออาจใช้วัสดุอุดห้ามเลือดอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น ก๊อซเคลือบวาสลีนหรือน้ำมันปิโตรเลียม และฟองน้ำสังเคราะห์ที่จะพองตัวออกเมื่อสัมผัสกับน้ำ หลังจากนั้นแพทย์จะอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ โดยผู้ป่วยต้องใส่วัสดุอุดห้ามเลือดไว้ 2-3 วัน
  • กรณีที่มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ภายในโพรงจมูกอันเป็นเหตุทำให้เกิดเลือดกำเดาไหล แพทย์จะหาวิธีนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา
  • หากเส้นเลือดที่แตกและเป็นสาเหตุของเลือดกำเดาไหลสามารถมองเห็นได้ชัดเจน แพทย์จะห้ามเลือดด้วยการจี้หยุดเลือดนั้นด้วยสารซิลเวอร์ไนเตรท (Silver Nitrate)
  • หากเลือดกำเดาเป็นชนิดเลือดที่ออกมาจากโพรงจมูกทางส่วนหลัง อาจต้องใช้วัสดุกดห้ามเลือดสำหรับชนิดนี้โดยเฉพาะ ซึ่งการใช้วัสดุชนิดนี้ในการกดห้ามเลือดอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด จึงอาจต้องใช้ยาระงับความรู้สึกในขณะใส่วัสดุนี้เข้าไปในรูจมูก และให้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการปวดแก่ผู้ป่วยด้วย โดยผู้ป่วยเลือดกำเดาไหลชนิดนี้ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และวัสดุกดห้ามเลือดจะถูกใส่ทิ้งไว้ 2-3 วัน
  • หลังรักษาด้วยการใส่วัสดุกดห้ามเลือด 2-3 วันแล้วเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล แพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดหรือใช้วิธีการทางรังสีวิทยาเพื่อรักษาผู้ป่วยต่อไป

ภาวะแทรกซ้อนของเลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหลอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น

  • สำลักเลือด หรืออาเจียน เนื่องจากกลืนเลือดลงไปในกระเพาะอาหารแล้วเกิดอาการแพ้
  • ภาวะโลหิตจาง (Anaemia) เนื่องจากการสูญเสียเลือดปริมาณมากเป็นเวลานาน

การป้องกันการเกิดเลือดกำเดาไหล

  • ไม่พ่นจมูก สั่งน้ำมูก หรือล้วงแคะจมูกแรง ๆ และควรตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญกับอากาศแห้งและหนาวเย็น หากต้องอยู่ในอากาศแห้งและหนาวเย็น ให้ใช้ยาทาปิโตรเลียม (Petroleum Jelly) ทา เพื่อไม่ให้ภายในโพรงจมูกแห้ง
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้จมูกแห้งและอาจทำให้เกิดอาการแพ้
  • หากเลือดกำเดาไหลเกิดจากการรับประทานยา ให้ปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณและการใช้ยานั้นอย่างเหมาะสม เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านฮิสตามีน และยาแก้คัดจมูก
  • หากเลือดกำเดาไหลเกิดจากปัจจัยทางการแพทย์ เช่น เป็นภูมิแพ้จมูก ป่วยไซนัสเรื้อรัง หรือป่วยด้วยโรคตับ ให้ปฏิบัติตามกระบวนการรักษาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นและกระทบกระเทือนต่อจมูก เช่น สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันศีรษะในขณะเล่นกีฬาหรือต้องทำกิจกรรมที่อาจได้รับการกระทบกระเทือน