ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
สุขภาพ

ข้อเท้าบวม รู้จัก 8 สาเหตุและแนวทางการรับมือ

อัปเดตล่าสุด 21 ส.ค. 2566

ข้อเท้าบวม เป็นอาการที่พบได้บ่อย ผู้ที่ข้อเท้าบวมบางรายอาการอาจลามไปถึงบริเวณเท้าและฝ่าเท้า โดยสาเหตุของอาการนี้อาจเป็นได้หลายอย่าง ตั้งแต่อาหารที่รับประทาน การได้รับบาดเจ็บ ไปจนถึงการเจ็บป่วยจากโรคหรือภาวะผิดปกติบางชนิด

โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการข้อเท้าบวมมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่รุนแรง ซึ่งผู้ที่มีอาการอาจพบว่า อาการจะค่อย ๆ หายไปเองหรืออาจใช้วิธีดูแลตัวเองบางอย่างเพื่อช่วยให้หายไวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการนี้ก็ควรสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เนื่องจากอาการอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางร่างกายที่รุนแรงได้

ข้อเท้าบวม รู้จักสาเหตุและแนวทางการรับมือ

8 ตัวอย่างสาเหตุของอาการข้อเท้าบวม

ข้อเท้าบวมเป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยตัวอย่างสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ก็เช่น

1. ภาวะบวมน้ำ (Edema)

ภาวะบวมน้ำเป็นภาวะที่เกิดจากการที่เนื้อเยื่อภายในร่างกายมีการสะสมของของเหลวในปริมาณมาก โดยผู้ที่เสี่ยงเกิดภาวะนี้ก็เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่นั่งหรือยืนในท่าเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ผู้ที่รับประทานอาการที่มีปริมาณเกลือสูง หรือผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาคุมกำเนิด ยาต้านเศร้า หรือสเตียรอยด์ 

นอกจากอาการข้อเท้าบวม ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ยังมักพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผิวหนังตึง ผิวหนังมีลักษณะมันวาว เดินลำบาก และผิวหนังเกิดรอยบุ๋มนานผิดปกติหลังจากถูกจิ้ม

2. การบาดเจ็บ

เมื่อได้รับการบาดเจ็บ เลือดในร่างกายจะไหลเวียนเซลล์และของเหลวไปเลี้ยงบริเวณดังกล่าวมากขึ้น จนส่งผลให้บริเวณนั้น ๆ เกิดอาการบวมตามมาได้ โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมักพบอาการเจ็บ ปวด เกิดรอยแดง และผิวหนังแสบร้อนบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บร่วมด้วย

3. การตั้งครรภ์

ข้อเท้าบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงประมาณเดือนที่ 5 เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย และหลอดเลือดที่ได้รับแรงกดทับจากการที่ทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่โดยปกติแล้วอาการข้อเท้าบวมจะหายไปได้เองเมื่อคุณแม่คลอดลูก

อย่างไรก็ตาม อาการข้อเท้าบวมที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน บวมมากผิดปกติ หรือมีอวัยวะอื่น อย่างมือหรือใบหน้าบวมร่วมด้วย โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงและควรได้รับการดูแลจากแพทย์ทันทีได้

4. ลิ่มเลือดอุดตัน

หากหลอดเลือดบริเวณข้อเท้าเกิดการอุดตันจากการเกิดลิ่มเลือด การไหลเวียนของเลือดก็อาจแย่ลงและนำไปสู่อาการข้อเท้าบวม หรืออาจลามไปถึงบริเวณฝ่าเท้าและขาได้ โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักพบว่าข้อเท้า เท้า หรือขามีอาการบวมเพียงแค่ข้างเดียว

ทั้งนี้ ภาวะนี้เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตรายและควรได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดข้อเท้า มีไข้ หรือข้อเท้าเริ่มเปลี่ยนสี เนื่องจากลิ่มเลือดที่อุดตันอาจแตกออกและไหลเวียนเข้าสู่หัวใจหรือปอดได้

5. หัวใจวาย (Heart failure)

หัวใจวายเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจห้องล่างเกิดความผิดปกติ จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เลือดเกิดการคั่งค้างบริเวณข้อเท้าและขา โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมักพบอาการข้อเท้าบวมและอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเมื่อนอนราบไปกับพื้น ใจสั่น แน่นหน้าอก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

6. โรคไต

ผู้ที่ไตมีปัญหา หรือป่วยเป็นโรคไต อาจมีการสะสมของเกลือในเลือดปริมาณมาก จนส่งผลให้ร่างกายเกิดการกักเก็บของเหลวไว้มากขึ้น และนำไปสู่อาการบวมบริเวณข้อเท้าหรือบริเวณเท้าได้

นอกจากนี้ อาการอื่นที่มักพบได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็เช่น อาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลียบ่อย นอนไม่หลับ บริเวณรอบ ๆ ดวงตาบวม ปัสสาวะบ่อย แน่นหน้าอก และหายใจไม่อิ่ม

7. โรคตับ

โรคตับบางชนิดอาจส่งผลให้ผู้ที่ป่วยมีระดับโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ในเลือดต่ำผิดปกติ ซึ่งหากระดับโปรตีนอัลบูมินในเลือดต่ำเกินไปก็อาจส่งผลให้ของเหลวในเลือดไปสะสมตามเนื้อเยื่อในร่างกายแทน จนนำไปสู่อาการบวมบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเท้า เท้า ใบหน้า หรือมือ

นอกจากนี้ อาการอื่นที่มักพบได้จากโรคตับก็เช่น รู้สึกปวดบริเวณท้อง ท้องบวม ผิวหนังและดวงตามีสีออกเหลือง เกิดรอยช้ำง่าย ปัสสาวะมีสีเข้ม หรืออุจจาระมีสีเข้มหรือจางผิดปกติ

8. การใช้ยาบางชนิด

ยาบางชนิดอาจส่งผลให้ผู้ที่ใช้เกิดอาการข้อเท้าหรือเท้าบวมเป็นผลข้างเคียงได้ โดยตัวอย่างยาที่อาจเป็นไปได้ก็เช่น

ทั้งนี้ นอกจากตัวอย่างสาเหตุที่ได้กล่าวไป อาการข้อเท้าบวมยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน เช่น การติดเชื้อ ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) ภาวะเบาหวาน โรคเก๊าท์ และภาวะเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis)

แนวทางการรับมือข้อเท้าบวม และสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์

ในกรณีที่อาการข้อเท้าบวมเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ และไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ให้ผู้ที่มีอาการหลีกเลี่ยงการประคบร้อนทันทีหลังเกิดการบาดเจ็บเนื่องจากความร้อนอาจยิ่งส่งผลให้อาการแย่ลงได้

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการอาจบรรเทาอาการด้วยตัวเองได้เพียงการพักเท้าใช้เท้า ประคบเย็นบริเวณที่บวมบ่อย ๆ ครั้งละ 20 นาที ใช้ผ้ายืดรัดข้อเท้าแต่ระวังอย่ารัดแน่นจนเกินไป พยายามยกข้อเท้าให้สูงกว่าระดับของหัวใจขณะนอนหลับ 

ส่วนในกรณีที่อาการข้อเท้าบวมเกิดจากสาเหตุอื่น ให้ผู้ป่วยลองทำตามวิธีดังต่อไปนี้ก่อนในเบื้องต้น ได้แก่

  • หากเดินไหว อาจลองหาเวลาเดินช้า ๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง โดยให้เลือกรองเท้าที่มีพื้นรองเท้านิ่มและไม่รัดเท้าแน่นจนเกินไปแทน
  • รักษาความสะอาดบริเวณข้อเท้าเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนท่าเดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
  • ลดปริมาณการรับประทานเกลือ
  • สำหรับผู้ที่พบอาการข้อเท้าบวมหลังรับประทานยาชนิดใด ๆ ให้แจ้งให้แพทย์ทราบ

สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการข้อเท้าบวม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการในลักษณะดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ

ทั้งนี้ วิธีที่กล่าวไปในข้างต้นเป็นเพียงวิธีดูแลตัวเองในเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น หากลองทำตามแล้วพบว่าอาการข้อเท้าบวมไม่ดีขึ้นใน 2–3 วัน หรืออาการแย่ลง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ข้อเท้าบวมเพียงข้างเดียว ข้อเท้าเปลี่ยนสี ข้อเท้าผิดรูป ยืนไม่ไหว มีไข้ หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด หรือกำลังป่วยเป็นเบาหวาน

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ขาบวมข้างเดียว มีอาการคันบริเวณหน้าขาก่อนจะบวม หลังเกาจะมีอาการแสบคัน และบวมในบริเวณนั้นในวันต่อมา เกิดจากอะไร

โดย อ้าย สน ฅน สยาม

ขาบวมข้างเดียว มีอาการคันบริเวณหน้าขาก่อนจะบวม พอเกาแล้ววันต่อมามีอาการบวมตึงและมีการคันเป็นบางเวลา ถ้าเกาจะรู้สึกแสบๆคันๆ มีการบวมลงไปถึงข้อเท้า ไม่มีตุ่มขึ้น…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีอาการบวมของขาข้างซ้าย ปวดไปจนถึงข้อเท้า ลงน้ำหนักไม่ได้ เกิดจากอะไร อันตรายไหม

โดย พัชรินทร์ คำเครือ

ขาข้างซ้ายบวมมาได้4-5วันแล้วคะ ปวดบวมเจ็บตั้งแต่น่องจนถึงข้อเท้า ลงน้ำหนักเยอะไม่ได้ ตรงน่องกดไปมีตุ่มแข็งอยู่2จุด ตรงข้อเท้าบวมแล้วเส้นเลือดฝอยเเตก เพราะยืนเดินทำงานทั้งวัน…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

นั่งเยอะ และมักนั่งไขว้ขามา 1 เดือน ต่อมาเท้าบวมโตขึ้น ใส่รองเท้าแล้วคับแน่น หาหมอตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ กินยาแล้วไม่ดีขึ้น

โดย Supaporn Siangsai

ก่อนนี้อยู่เฝ้าไข้ที่ รพ.ประมาณ1เดือน การใช้ชีวิตประจำวันคือ เดินกับนั่งไขว้ขา เริ่มมีอาการประมาณสัปดาห์ที่3รู้สึกมีอาการตึงๆที่ข้อเท้า มันดูโตกว่าปกติ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 4 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม