ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
เริม (Herpes)

การรักษาเริม เริม (Herpes)

อัปเดตล่าสุด 17 ก.ค. 2567

เริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แม้ว่าแผลของเริมจะหายดีแล้ว เนื่องจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์จะยังคงหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและจะแสดงอาการอีกครั้งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง ดังนั้น การรักษาเริมโดยส่วนใหญ่เน้นที่การบรรเทาอาการเจ็บปวดจากแผลเริม และการควบคุมความรุนแรงของอาการ ความถี่ของการเกิดอาการ รวมทั้งการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนั่นเอง

การบรรเทาอาการเจ็บปวดด้วยตัวเอง

เนื่องจากเริมสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยารักษา การรักษาเริมด้วยตัวเองจึงจะเน้นไปที่การบรรเทาอาการปวดและอาการคันบริเวณแผลเริม ซึ่งวิธีการบรรเทาอาการเจ็บปวดและอาการคันบริเวณของเริมที่ปากและเริมที่อวัยวะเพศสามารถทำได้ดังนี้

วิธีการบรรเทาอาการเริมที่ปากด้วยตัวเอง ได้แก่

  • ดื่มน้ำมาก ๆ เนื่องจากการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และสามารถช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือมีรสจัด เนื่องจากอาจทำให้แผลเกิดการระคายเคืองได้
  • หากรู้สึกเจ็บแผลในขณะแปรงฟัน ควรหลีกเลี่ยงการแปรงฟันเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น และเปลี่ยนมาใช้น้ำยาบ้วนปากแทนชั่วคราว
  • ประคบเย็นบริเวณแผลเพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวด และช่วยป้องกันไม่ให้แผลแห้งหรือปริแตก แต่ไม่ควรประคบเย็นหากบริเวณแผลมีของเหลวซึมออกมา
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนแสงแดดด้วยการทาลิปบาล์มที่มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแสงยูวี อีกทั้งยังช่วยให้แผลชุ่มชื้นและช่วยป้องกันการปริแตกของแผลด้วย

วิธีการบรรเทาอาการเริมที่อวัยวะเพศด้วยตัวเอง ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส แกะ หรือเกาบริเวณแผล เพราะอาจทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้มากขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียด้วย
  • หากมีอาการเจ็บปวดแผล ให้ล้างบริเวณรอบ ๆ แผลด้วยน้ำอุ่นอย่างน้อยวันละ 3–4 ครั้ง แต่ไม่ควรให้แผลโดนน้ำ
  • หลังจากล้างทำความสะอาดบริเวณแผลแล้วควรใช้ลมเป่าให้แห้งแทนการเช็ดด้วยผ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียดสีจนเกิดการระคายเคือง
  • ควรสวมใส่กางเกงชั้นในที่ผลิตจากผ้าฝ้าย เนื่องจากเส้นใยฝ้ายสามารถดูดซับความชื้นได้ดี และไม่ควรสวมใส่ชุดชั้นในที่คับเกินไปเพราะอาจทำให้แผลถูกเสียดสีได้
  • ประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวด

การใช้ยา และการรักษาโดยแพทย์

เริมยังไม่มียาที่สามารถใช้รักษาได้โดยตรง แพทย์จึงอาจสั่งแก้ปวดทั่วไป เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและอาการระคายเคือง นอกจากนี้ อาจมีการใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาชาเพื่อบรรเทาอาการปวดชั่วคราว หรือใช้ยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและช่วยบรรเทาความรุนแรงและความถี่ในการเกิดโรคด้วย 

ยาต้านไวรัสที่นิยมใช้ในการรักษาเริม มีดังนี้

  • ยาทาชนิดครีม เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 
  • ยาชนิดรับประทาน เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดกล้ามเนื้อได้

การใช้ยาทาชนิดครีมควรใช้ทันทีเมื่อเริ่มมีอาการชาคล้ายเป็นเหน็บหรือแสบร้อนที่ผิวหนัง หากใช้เมื่อมีอาการรุนแรงแล้วจะไม่ค่อยได้ผล โดยควรทายาอย่างน้อยวันละ 4–5 ครั้ง และการทายาควรใช้ก้านสำลีชุบตัวยาแล้วนำไปทาบริเวณแผล ไม่ควรใช้นิ้วมือสัมผัสกับแผลโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาทาชนิดครีมไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด หรือป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้ ทำได้เพียงแค่บรรเทาอาการเท่านั้น

ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเริมซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีอาการรุนแรงมาก แพทย์อาจแนะนำให้รักษาแบบยับยั้งอาการในระยะยาว โดยรับประทานยาอะไซโคลเวียร์วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 6–12 เดือน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และช่วยให้ความถี่ในการเกิดโรคซ้ำลดลง แต่อาจไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้อย่างสิ้นเชิง

การผ่าตัดคลอดของผู้ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเริม

สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และมีอาการของเริมเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้วิธีผ่าคลอด เนื่องจากการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติอาจทำให้เด็กทารกมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัสและเกิดอาการที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าหากในระหว่างตั้งครรภ์ไม่มีอาการของเริมแสดงออกมา ก็อาจคลอดด้วยวิธีธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการของเริมที่ปากหรือเริมที่อวัยวะเพศควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะการใช้ยารักษาเริมบางชนิดก็อาจส่งกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ถ้าเคยเป็นเริม ตอนนี้ไม่มีตุ่มหรือแผลแล้ว แต่มีเพศสัมพันธ์กับแฟนแบบไม่ใส่ถุงยาง แฟนมีโอกาสติดไหม

โดย surin

ถ้าผมเคยเป็นเริม ตอนนี้ไม่มีตุ่มหรือแผล แต่มีอะไรกับแฟนแบบไม่ใส่ถุง แฟนมีโอกาสติดมั้ยครับ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจโรคเริมว่าสามารถตรวจเลือดได้ไหม ให้ผลแม่นยำหรือเปล่า

โดย Unknowbaby

พอดีผมมีความกังวลใจ อยากจะสอบถามถ้าไปตรวจเลือดเกี่ยวกับโรคเริมจะดีไหมครับ แล้วผลที่ได้ออกมาจะแม่นยำไหมครับ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ถูกออรัลเซกส์โดยไม่ป้องกัน วันต่อมามีตุ่มขึ้นที่รูปัสสาวะ 1 เม็ด ไม่เจ็บ ไม่คัน ไปหาหมอบอกไม่เป็นอะไร ไม่ใช่เริมใช่ไหม

โดย Unknowbaby

เที่ยวผู้หญิงบริการมาครับ ถูกออรัลโดยไม่ป้องกัน ไม่ถึงนาที หลังจากนั้นใส่ถุงยางตลอดครับ วันรุ่งขึ้นบนรูปัสสาวะมีผดขึ้น1เม็ด ไม่เจ็บไม่แสบไม่คัน จนถึงตอนนี้ครับ…

  • 2 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม