ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
ปวดหลัง (Backache)

การรักษาอาการปวดหลัง ปวดหลัง (Backache)

อัปเดตล่าสุด 21 ส.ค. 2566

การรักษาอาการปวดหลัง

อาการปวดหลังสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะและระดับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. การรักษาโดยด้วยตนเอง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังในเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • พักผ่อนมาก ๆ หลีกเลี่ยงการออกแรงจนกว่าอาการปวดหลังจะหายดี เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูจากอาการปวด และพยายามไม่เครียด เพราะอาจทำให้อาการหายช้าลง
  • ปรับเปลี่ยนท่านอน การทำท่าเดิมนาน ๆ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เช่น การนอนหงายเป็นเวลานานทำให้น้ำหนักของร่างกายไปกดลงที่กระดูกสันหลัง เพียงยกขาขึ้นและสอดหมอนไปใต้เข่า หรือนอนตะแคงแล้วใช้หมอนสอดไปที่ระหว่างขา จะสามารถช่วยลดน้ำหนักที่กดลง และบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี
  • การประคบร้อนหรือประคบเย็น บางคนพบว่ามีอาการดีขึ้นหลังอาบน้ำอุ่นหรือเอาถุงน้ำร้อนมาประคบในบริเวณที่มีอาการ หรือการประคบเย็นโดยนำน้ำแข็งห่อด้วยผ้าแล้วนำมาประคบ ก็สามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน
  • ออกกำลังกาย บางครั้งสาเหตุของอาการเจ็บหลังมาจากการยืนหรือนั่งผิดท่า หรือยกของหนักเกินไป การออกกำลังกายในท่าทางที่ถูกต้องและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อบริเวณหลัง จะสามารถบรรเทาอาการปวดได้ เช่น การว่ายน้ำ การเดิน การปั่นจักรยาน การเล่นโยคะ การเล่นพิลาทิส การบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ เป็นต้น

2. การใช้ยาแก้ปวด

ยาที่แพทย์มักจะจ่ายให้กับผู้ที่มีอาการปวดหลัง มีดังต่อไปนี้

  • ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เช่น พาราเซตามอล หรือยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน นาพร็อกเซน หรือยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่า ยาแก้ปวดถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลข้างเคียงต่อการทำงานของไตในผู้ป่วยบางราย และเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้ามีอาการปวดไม่มาก แพทย์อาจจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อให้รับประทาน แต่จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงนอนได้
  • ยาทาบรรเทาอาการปวด อาจอยู่ในรูปแบบครีมหรือขึ้ผึ้ง ใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวด
  • ยาแก้อาการซึมเศร้า เช่น ยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) เพื่อบรรเทาอาการปวดที่หลังได้ โดยอาจไม่เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า
  • ยาฉีด หากการใช้ยาบรรเทาอาการปวดรูปแบบอื่น ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดสเตียรอยด์เข้าที่บริเวณรอบ ๆ เส้นประสาทไขสันหลัง หรือในบริเวณที่ปวด ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบรอบเส้นประสาทไขสันหลังได้

3. การทำกายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดเป็นการรักษาที่ทำให้ผู้ป่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้ถูกวิธี และลดอาการบาดเจ็บให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำได้ตามปกติ

โดยแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดหลังสำหรับการบาดเจ็บหรือมีปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น การปวดเรื้อรัง โรคข้ออักเสบ เป็นต้น วิธีการรักษาอาจแตกต่างกันออกไป เช่น การออกกำลังกาย การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับอาการและเงื่อนไขของผู้ป่วยแต่ละราย

4. การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy)

การรักษานี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรม โดยนักบำบัดจะวิเคราะห์ความคิดและพฤติกรรม และให้ผู้ป่วยลองคิดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางบวก หลังจบการรักษาแล้วสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

5. การผ่าตัด

การผ่าตัดใช้รักษาอาการปวดหลังจากบางสาเหตุ เช่น การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง หรือปวดหลังที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาทจนมีอาการอ่อนแรงที่ขาร่วมด้วย โดยทั่วไปมักจะเป็นทางเลือกท้าย ๆ  เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวดหลังในผู้ป่วยแต่ละรายด้วย 

การผ่าตัดอาจช่วยลดการกดทับของเส้นประสาท แต่ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหลังผ่าตัด ในกรณีเส้นประสาทที่อยู่ใกล้กับกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย อาจส่งผลให้เกิดการอ่อนแรงที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง และอาจเป็นอัมพาตได้ในผู้ป่วยบางราย โดยวิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับชนิดและอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

6. การรักษาโดยการแพทย์ทางเลือก

การรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก เช่น

ไคโรแพรคติก (Chiropractic)

ไคโรแพรคติกเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของการดูแลสุขภาพ สรีระและโครงสร้างของมนุษย์ เป็นการรักษาที่ไม่ใช้ยาและไม่มีการผ่าตัด มุ่งเน้นไปที่การจัดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังโดยใช้มือ อาจได้ยินเสียงที่เกิดจากลมบริเวณข้อต่อ ซึ่งเป็นปกติของการรักษาด้วยวิธีนี้ 

ไคโรแพรคติกเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังหรือปวดคอจากการเคล็ดขัดยอกตอนยกของหนักเกินไป แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน หรือโรคข้ออักเสบ

การฝังเข็ม

การฝังเข็มเป็นศาสตร์การรักษาทางเลือกรูปแบบหนึ่งของจีนโบราณ โดยจะฝังเข็มที่มีขนาดและความยาวแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วย ฝังลงไปตามจุดฝังเข็มที่ถูกพิจารณาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน (Endrophins) เพื่อบรรเทาอาการปวด โดยจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 20-40 นาทีต่อครั้ง

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

ปวดหลังช่วงเอว ปวดท้องข้างขวา ปวดข้างเดียว เกิดจากอะไร อันตรายไหม

โดย เบนมอล์ ดูดีไม่มีแดก

สอบถามหน่อยค่ะ มีอาการปวดเมื่อคนที่หลังเป็นมา3-4วันแล้ว ปวดหลังช่วงเอวแล้วก็มีอาการปวดที่ท้องข้างขวาปวดอยู่ข้างเดียวแบบนี้จะเป็นอันตรายไหมคะ ปวดเมื่อยล้าๆ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีอาการปวดแปล๊บที่กระดูกก้นกบ แต่เป็นไม่กี่นาทีก็หายไป ปวด คัน ชารอบๆก้นร่วมด้วย เกิดจากอะไร

โดย Virawong Mupawitra

เมื่อสองเดือนก่อนผมลุกในท่านอนคว่ำ แล้วมีอาการปวดแปล๊บที่กระดูกก้นกบอย่างรุนแรง แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาทีก็หายปวด แต่หลังจากวันที่เกิดอาการปวด จะเริ่มมีอาการอาการปวดคันและชารอบๆ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เจ็บหลังส่วนบนมา 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะหากมีการยื่นแขนหรือประสานมือแล้วก้มตัวลง เป็นอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อไหม

โดย Nap Napper

มีอาการเจ็บหลังส่วนบนค่ะเป็นมาเกือบอาทิตย์แล้ว คือถ้าอยู่เฉยๆหรือแค่ทำกิจวัตรประจำวันจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ถ้ายื่นแขนไปข้างหน้า…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม