ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ความหมาย ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (Urinary Tract Infections) คือภาวะที่เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งระบบทางเดินปัสสาวะประกอบไปด้วย

  • ไต (kidney)
  • ท่อไต (ureter)
  • กระเพาะปัสสาวะ (bladder)
  • ท่อปัสสาวะ (urethra)

โดยระบบทางเดินปัสสาวะจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือระบบทางเดินปัสสาวะตอนบน (Upper urinary tract) คือ ไตและท่อไต และระบบทางเดินปัสสาวะตอนล่าง (Lower urinary tract) คือ กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ

ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาที่พบบ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เพราะด้วยลักษณะทางกายภาพของเพศหญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นกว่าเพศชาย ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคและติดเชื้อได้ง่ายกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะติดเชื้อโรคได้ง่ายจากช่องคลอด อุจจาระ และจากการมีเพศสัมพันธ์

อาการของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง หมายถึงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ) ส่วนการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน หมายถึง กรวยไตอักเสบ

อาการของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

  • รู้สึกเจ็บปวด แสบร้อนขณะที่ปัสสาวะ
  • ถ่ายปัสสาวะกะปริบกะปรอย ต้องปัสสาวะบ่อยครั้ง หรือจำเป็นต้องปัสสาวะในทันที ไม่สามารถอั้นได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ
  • ปัสสาวะอาจมีสีขุ่น หรือมีเลือดปน
  • อาจมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย (กระเพาะปัสสาวะ) หรือบริเวณหัวหน่าว
  • อาจมีอาการอ่อนเพลีย อ่อนแรง
  • อาจมีอาการไข้หรือหนาวสั่น
  • อาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ในผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสนหรือทำกิจกรรมลดลง

อาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน หรือโรคกรวยไตอักเสบนั้น นอกจากจะมีอาการเหมือนกับที่พบในทางเดินปัสสาวะส่วนล่างแล้ว ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น และมีอาการปวดเอวรวมอยู่ด้วย

สาเหตุของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถเกิดขึ้นได้หากมีเชื้อโรคมาจากทางเดินอาหาร มาจากทางอุจจาระ หรือมาทางท่อปัสสาวะ หากเชื้อลามเข้ากระเพาะปัสสาวะ จะเรียกว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystittis) และหากเชื้อลามเข้าท่อไต หรือกรวยไต จะทำให้เกิดกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะนั้น เป็นเชื้อที่มาจากอุจจาระ เช่น อีโคไล (E.coli) เคล็บซิลลา (Klebsiella) ซูโดโมแนส (Pseudomonas) และเอนเทอโรแบกเตอร์ (Enterobacter) โดยส่วนใหญ่ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งนี้เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายและอยู่ใกล้กับทวารหนัก เชื้อแบคทีเรียบริเวณทวารหนักที่ปกติมีจำนวนมากอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการฟักตัวและอักเสบขึ้น โดยมากจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือท่อปัสสาวะอักเสบ
  • การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของทางเดินปัสสาวะอักเสบเติบโตได้ง่ายในช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน
  • เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เรียกย่อ ๆ ว่า โรคเอสทีไอ หรือโรคเอสทีดี (STI - Sexual Transmitted Infection หรือ STD - Sexual Transmitted Disease) เช่น โรคหนองใน เริม เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสทำให้เชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ทำให้เกิดอาการอักเสบที่เรียกว่า “กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนีมูน” (Honeymoon Cystitis)
  • การตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ทางเดินปัสสาวะจะขยายออก ทำให้เชื้อโรคมีโอกาสเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย ได้แก่

  • ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก เช่น ต่อมลูกหมากโต หรือต่อมลูกหมากอักเสบ
  • ผู้ที่ไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ ก่อให้เกิดความหมักหมมของเชื้อโรคได้
  • ผู้ที่ไม่ได้ป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปัสสาวะอักเสบทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่

  • ผู้ที่เป็นนิ่วในไต และการกีดขวางต่าง ๆ ในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งทำให้ปัสสาวะขัดและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ถือว่ามีความเสี่ยงมากในการเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเพราะระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงทำให้เป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของไต
  • ผู้ที่มีความผิดปกติทางกายภาพในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดความผิดปกติภายหลัง เช่น เกิดเป็นแผลเป็นหลังจากการผ่าตัดบริเวณไต ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น
  • มีการใช้หลอดสวน ในผู้ป่วยที่ต้องมีการสวนปัสสาวะ (Urinary Catheterization) ซึ่งต้องมีการสอดใส่สายสวนที่เรียกว่า catheter ผ่านทางท่อปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ เพื่อระบายปัสสาวะออกสู่ภายนอก ทำให้กระเพาะปัสสาวะว่าง ซึ่งในการสวนปัสสาวะแต่ละครั้ง มีโอกาสนำเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะโดยตรง แพทย์จะพิจารณาทำให้เฉพาะในรายที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

การวินิจฉัยโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ในกรณีที่ไม่ได้มีอาการซับซ้อน แพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากอาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดของผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โดยที่ไม่ต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมจากห้องวิจัย หากแพทย์วินัจฉัยว่ามีอาการของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบแน่นนอนแล้ว แพทย์จะให้เริ่มการรักษาด้วยยาปฏิชีวนโดยไม่ต้องรอผลตรวจปัสสาวะ

แต่หากการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่เป็นผลและมีการกลับมาเป็นซ้ำในทันที และมีอาการแทรกซ้อนจากปัจจัยอื่น ๆ หรือในบางรายที่มีการติดเชื้อที่ไต แพทย์อาจตรวจหาสาเหตุอื่น ดังนี้

  • ตรวจหาสาเหตุของการกลับมาเป็นซ้ำ หรือการติดเชื้อเรื้อรัง
  • ตรวจหาปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับไต
  • วินิจฉัยปัญหาที่เกิดในเชิงกายภาพของทางเดินปัสสาวะที่มีโอกาสทำให้เป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • ตรวจหาการติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่ต่างออกไปจากปกติ
  • ตรวจดูว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือไม่

ในกรณีที่มีความซับซ้อน หรือยังหาข้อสรุปไม่ได้ ผู้ป่วยต้องรอคำยืนยันการวินิจฉัยโรคโดยการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis หรือ UA) เช่น การวิเคราะห์จากค่าไนไตรท์ (Nitrite) หรือจากเม็ดเลือดขาว (Leukocytes) ด้วยการเก็บปัสสาวะไปตรวจและอ่านค่าต่าง ๆ จากกล้องจุลทรรศน์ ในบางรายอาจต้องเก็บปัสสาวะโดยการใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้ได้ปัสสาวะที่มีการปนเปื้อนน้อยที่สุด

อีกวิธีของการหาสาเหตุของการติดเชื้อ คือการเพาะเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ (Urine Culture) ช่วยให้สามารถบอกได้ว่าการติดเชื้อเกิดจากเชื้อชนิดใด โดยจะต้องรอผลอย่างน้อยประมาณ 48 ชั่วโมง มักใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะครั้งแรกแล้วไม่ดีขึ้น หรือทำในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต เป็นต้น

การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

วิธีรักษาหลักของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอักเสบ คือการใช้ยาปฏิชีวนะ และค้นหาสาเหตุร่วมเพื่อรักษาหรือปัจจัยเสี่ยงเพื่อแก้ไขป้องกัน ในกรณีที่ไม่ซับซ้อน หรือผู้ป่วยที่มีอาการไม่นาน ไม่มีไข้ ไม่ปวดเอว และไม่มีโรคประจำตัว แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น ยาไตรเมโทพริม (Trimethoprim) ยาดอกซีไซคลิน (Doxycycline) ยาอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ซัลฟาเมธ็อกซาโซล (Sulfamethoxazole) ยาเซฟาเลกซิน (Cefalexin หรือ Cephalexin)

โดยทั่วไปผู้ป่วยเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่จะให้รับประทานยาปฎิชีวนะและดูอาการ 5 วัน ส่วนในผู้ชายการติดเชื้ออาจเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากด้วย ซึ่งอาจใช้เวลาในการรักษาอย่างน้อย 7 วัน หลังจากได้รับยาแล้วส่วนใหญ่อาการมักจะดีขึ้นภายใน 1 วัน แต่หากอาการยังคงอยู่ 2-3 วัน โดยที่ไม่ดีขึ้นเลย ควรรีบพบแพทย์ในทันที

นอกจากนั้น แพทย์อาจให้ยาแก้ปวดควบคู่กันไปในบางราย และผู้ป่วยควรดื่มน้ำให้มาก ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

อาการของโรคนั้นสามารถหายได้ภายในเวลาไม่กี่วันจากการรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์ได้แนะนำไว้จนครบกำหนด ส่วนผู้ที่มีอาการมาก หรือมีอาการเรื้อรัง มีไข้สูง ปวดเอวมาก ควรจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์อาจต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด หรืออาจแนะนำให้ทำการรักษาด้วยการให้รับประทานยาปฏิชีวนะในปริมาณยาที่ต่ำเป็นเวลา 6 เดือน และการรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการมีเพศสัมพันธ์ (ในผู้ป่วยที่มีสาเหตุการเกิดโรคมากจากการมีเพศสัมพันธ์)

ภาวะแทรกซ้อนของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบที่พบบ่อย ได้แก่

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปที่ไต ทำให้เป็นกรวยไตอักเสบ และหากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังแทรกซ้อนได้ ส่วนในผู้ชาย เชื้ออาจลุกลามทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบ
  • ท่อปัสสาวะอักเสบ มีอาการแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นฝีรอบ ๆ บริเวณท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการมีเชื้อโรคลุกลามขึ้นไปถึง
  • กรวยไตอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือด กลายเป็นภาวะโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ในบางรายอาจกลายเป็นโรคกรวยไตอักเสบเรื้อรัง มีการอักเสบโดยไม่ปรากฏอาการ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นไตวายได้

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ผู้ป่วยมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ในรายที่ขาดการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบสามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • มีการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีการติดเชื้อมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น
  • เกิดความเสียหายที่ไตอย่างถาวร จากการติดเชื้อในไตทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง (กรวยไตอักเสบ)
  • โอกาสเสี่ยงกับผู้ตั้งครรภ์ ในการให้กำเนิด ทำให้ทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีการคลอดก่อนกำหนด
  • เกิดการตีบแคบที่ท่อปัสสาวะ โดยจะเกิดในผู้ชายที่มีการเกิดซ้ำของท่อปัสสาวะ อักเสบ
  • เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะหากการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะลามมาถึงไต

การป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

สามารถป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ไม่ยาก เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันใหม่ให้เหมาะสม ดังนี้

  • ดื่มน้ำมาก ๆ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับแบคทีเรียหรือเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายออกมาได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์
  • ไม่ควรอั้นปัสสาวะนาน ๆ เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะควรปัสสาวะในทันทีและปัสสาวะให้สุด
  • ควรปัสสาวะทั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้แบคทีเรียถูกขับออกจากร่างกาย หรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากกำลังรักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้ถูกวิธี ด้วยการเช็ดจากทางด้านหน้าไปด้านหลัง
  • หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใข้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีภาวะช่องคลอดแห้ง เพื่อป้องกันการฉีกขาด หรือหากเป็นแผล จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
  • สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายของอวัยวะเพศชายออก ให้หมั่นทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นประจำ
  • ควรใส่ชุดชั้นในที่สะอาดและทำจากเนื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น เช่น ผ้าฝ้าย ไม่ใส่กางเกงที่รัดรูปเกินไปหรือระบายอากาศยาก เช่น กางเกงยีนส์
  • สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะกลับมาเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้การคุมกำเนิดแบบหมวกยางกั้นช่องคลอด เพราะเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย ควรมองหาการคุมกำเนิดวิธีอื่น ๆ
  • ผู้หญิงไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมบริเวณอวัยวะเพศหรือช่องคลอด เช่น สบู่ น้ำหอม หรือแป้ง ที่อาจมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง
  • ไม่ควรแช่น้ำในอ่างอาบน้ำนานเกิน 30 นาที