เคล็ดลับเอาชนะอาการแพ้ท้อง

การรับบทบาทใหม่เป็นว่าที่คุณแม่คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับใครหลายคน แต่สิ่งที่ทำให้คุณแม่รู้สึกเป็นกังวลคงหนีไม่พ้น อาการแพ้ท้อง (Morning Sickness) โดยเฉพาะการตั้งท้องลูกคนแรก

แพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ แต่บางคนมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่านี้คือประมาณสัปดาห์ที่ 4 คุณแม่มือใหม่ที่มีอาการแพ้ท้องจะรู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้ คล้ายอยากจะอาเจียน เป็นอาการที่พบได้บ่อย ๆ ของการเริ่มตั้งครรภ์ โดยทั่วไปอาการแพ้ท้องจะเป็นอาการที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วย บางรายมีอาการวิงเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ซึ่งในแต่ละรายจะมีความแตกต่างกันออกไปจนแทบครอบคลุมหลายอาการ  

ทำไมถึงต้องแพ้ท้อง

ทำไมถึงต้องแพ้ท้องยังเป็นคำถามที่ไม่สามารถสรุปได้ แต่มีการคาดเดาว่าอาจมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนฮอร์โมนที่รกและเด็กสร้างขึ้นในร่างกาย เช่น การเพิ่มของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) หรือฮอร์โมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟิน (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) บางส่วนอาจจะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสภาวะทางจิตใจ อย่างความเครียด ความไวต่อการรับกลิ่น หรือแม้แต่กลไกธรรมชาติของร่างกายที่ไม่รับประทานอะไรที่เสี่ยงต่อทารกในครรภ์

ถึงแม้อาการแพ้ท้องอาจจะเป็นอาการที่คุณแม่หลายคนไม่อยากเผชิญ แต่อย่างน้อยในทางการแพทย์เชื่อว่าอาการแพ้ท้องที่ไม่มากจนเกินไปเป็นสัญญาณในการบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ที่ดี เนื่องจากมีการพัฒนาและสร้างฮอร์โมนหลายตัว โดยเฉพาะฮอร์โมน HCG ซึ่งคาดว่ามีส่วนทำให้เกิดอาการแพ้ท้องขึ้นได้

แพ้ท้องบรรเทาได้

อาการแพ้ท้องเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่ไม่ต้องตกใจไป เพราะอาการสามารถดีขึ้นได้เมื่อผ่านพ้นในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หรือประมาณสัปดาห์ที่ 12-14 อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ท้องอาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด แม้จะพบได้น้อยมากก็ตาม โดยเรามีคำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้องดังนี้

รับประทานปริมาณน้อยลง แต่ถี่มากขึ้น

การปล่อยให้ท้องว่างจะยิ่งทำให้อาการแพ้ท้องแย่ลง ในแต่ละมื้อควรรับประทานอาหารในปริมาณที่น้อย แต่รับประทานให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยปรับความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ หรืออาจรับประทานอาหารเบา ๆ ย่อยง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกายในระหว่างวัน

หลีกเลี่ยงอาหารมัน ทอด และรสจัด

อาหารบางประเภทที่อาจไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้ผิดปกติ และทำให้รู้สึกอยากอาเจียนได้ง่ายขึ้น เช่น อาหารไขมันสูง อาหารทอด อาหารรสจัด หรือมีกรดสูง เปลี่ยนมาเป็นการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนสูง และวิตามินบี 6 ที่มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการแพ้ท้องให้น้อยลง

รับประทานเย็นดีกว่าร้อน

การเลือกรับประทานอาหารในอุณหภูมิห้องหรืออาหารที่เย็นจะช่วยให้รับประทานได้ง่ายขึ้นกว่าอาหารร้อนที่ปรุงสุกใหม่ เนื่องจากกลิ่นของอาหารขณะร้อน ๆ อาจไปกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนได้ง่าย

พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพออาจส่งผลต่ออาการแพ้ท้องที่แย่ลง ยิ่งทำให้เวียนหัว เหนื่อยง่าย และไปกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนง่ายขึ้น ทางที่ดีควรเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ดีกว่าการเข้านอนดึก ๆ ถ้ารู้สึกเวียนหัวในตอนกลางวัน การเอนหลังและงีบหลับสักพักจะช่วยให้รูสึกดีขึ้น

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

อาการแพ้ท้องอาจแย่ลงเมื่อได้รับการกระตุ้น เนื่องจากความไวต่อการรับกลิ่นต่าง ๆ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย หรืออาจจะสร้างบรรยากาศในบ้านด้วยกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่ชอบ

สดชื่นเข้าไว้

หากิจกรรมเพลิน ๆ ที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากอาการแพ้ท้อง เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นเกม ปลูกต้นไม้ เพื่อไม่ให้จมกับความรู้สึกที่ยิ่งสร้างความห่อเหี่ยวจากอาการไม่สบายตัวของการแพ้ท้อง

อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ

ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หรือจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ หากอาเจียนจนไม่สามารถรับประทานอะไรได้ ควรหาสิ่งทดแทนที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เช่น น้ำหวาน ลูกอม ไอศกรีม น้ำผลไม้ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีน นอกจากนี้การจิบน้ำขิงอุ่น ๆ อาจลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียนได้ดี

แพ้ท้องอาจเป็นอาการที่สร้างความไม่สบายตัวให้คุณแม่มือใหม่บ้าง แต่สำคัญอยู่ที่กำลังใจและการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้รับมือกับอาการและผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ง่ายขึ้น