บอกลาฟันเหลือง กับหลากวิธีฟันขาว

รอยยิ้มที่สวยงามสามารถทำให้ดูดีขึ้นได้ แต่สำหรับบางคนอาจมีปัญหาฟันเหลืองที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะฟันเหลืองแก้ไขได้ไม่ยาก

ฟันเหลือง

ฟันเหลืองมีสาเหตุมาจากอะไร ?

  • กรรมพันธุ์ แต่ละคนจะมีสีฟันตามธรรมชาติที่ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งสีของเนื้อฟันอาจขาวหรือเหลืองแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์
  • วัย เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ชั้นเคลือบฟัน (Enamel) ตามธรรมชาติของคนเราจะค่อย ๆ บางลงตามกาลเวลา และจะค่อย ๆ เผยชั้นเนื้อฟันซึ่งมีสีเหลืองตามธรรมชาติออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น
  • การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของฟันเหลืองที่พบได้บ่อย จะเห็นได้ว่าผู้ที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่แล้วจะมีฟันเหลืองหรือสีฟันที่คล้ำลง ไม่น่ามอง บางรายอาจเกิดคราบดำตามซอกฟัน ซึ่งคราบเหล่านี้มาจากสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่
  • เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ มีส่วนทำให้ฟันเหลือง เพราะทำให้เกิดคราบเกาะตามฟันและซอกฟัน โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำ ซึ่งในชามีสารแทนนิน (Tannin) ที่เข้มข้น ทำให้เกิดคราบติดอยู่บนเนื้อฟัน นอกจากนั้น ชาและกาแฟ มีความเป็นกรดสูง ส่งผลให้ชั้นเคลือบฟันตามธรรมชาติบางลงและทำให้คราบสามารถเกาะฝังอยู่ที่ฟันได้ง่ายขึ้น
สำหรับในผู้ที่มีฟันเหลืองมาก อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อเคลือบฟันและเนื้อฟัน หรือการรักษาทางการแพทย์บางอย่าง เช่น การฉายรังสีและเคมีบำบัดที่ช่วงศีรษะและคอ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของฟันได้ นอกจากนั้น ยาบางชนิด เช่น ยาเตตราซัยคลิน การติดเชื้อบางชนิดในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนสีฟันของทารกในครรภ์ได้ เนื่่องจากมีผลต่อการพัฒนาเคลือบฟันของทารก รวมทั้งความผิดปกติที่ฟันเอง เช่น ฟันผุ ฟันตาย ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีฟันได้

การรักษาและเคล็ดลับง่าย ๆ เพื่อฟันขาวยิ้มสวย

ในทุกวันนี้ มีอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้ฟันขาวมากมายที่สามารถซื้อหาและนำไปใช้ด้วยตัวเองได้ เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เจลฟอกสีฟัน แผ่นฟอกสีฟัน และผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่ได้รับจากทันตแพทย์

ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่มีขายตามเคาน์เตอร์ทั่วไปและผลิตภัณฑ์ที่ทันตแพทย์ให้นำไปใช้เองที่บ้าน โดยปกติจะมีส่วนผสมของสารฟอกสีฟัน ได้แก่ คาร์บาไมด์ เปอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide) ประมาณ 10-22% ซึ่งเท่ากับหรือใกล้เคียงกับไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ 3% โดยมีปริมาณที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่ใช้ตามโรงพยาบาลหรือศูนย์ทันตกรรม ซึ่งมีการใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 15-43%

การฟอกสีฟันหรือการทำฟันขาว เหมาะกับผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ปกติ ไม่มีปัญหาทั้งเหงือกและฟัน โดยเฉพาะผู้ที่มีฟันเหลือง และเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพช่องปาก ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านทันตกรรมเท่านั้น

  • ใช้ยาสีฟันเพื่อฟันขาว การใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide) หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ฟันขาว ไม่ได้ช่วยฟอกสีหรือทำให้สีฟันเปลี่ยน แต่จะช่วยในการขจัดคราบสกปรกที่พื้นผิวของฟัน ซึ่งจะช่วยให้ฟันค่อย ๆ ดูขาวสะอาดขึ้นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
  • ใช้เจลและแผ่นฟอกฟันขาว เจลฟอกฟันขาว ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด จะเป็นแบบใช้เจลป้ายที่แปรงแล้วทาลงที่ผิวฟันโดยตรง บางยี่ห้ออาจมีถาดครอบฟันมาด้วย โดยวิธีการใช้ก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งต้องใช้ตามคำแนะนำตามฉลากอย่างระมัดระวัง ผลลัพธ์จะสามารถเห็นได้ในไม่กี่วันหลังจากที่ใช้ และจะคงอยู่ได้ประมาณ 4 เดือน ส่วนแผ่นฟอกฟันขาว จะมีความบางมากจนแทบมองไม่เห็น ซึ่งเคลือบด้วยสารฟอกฟันขาว โดยมักใช้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที นาน 14 วัน ซึ่งรายละเอียดวิธีการใช้อาจแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับผู้ใช้และคำแนะนำจากทันตแพทย์ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเห็นได้ในไม่กี่วันหลังใช้
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากฟอกฟันขาว คล้ายกับน้ำยาบ้วนปากที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ซึ่งทำให้ลมหายใจสดชื่น ลดกลิ่นปาก ลดปัญหาโรคเหงือกและคราบพลัค (Plaque) แต่ผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากฟอกฟันขาวจะมีส่วนผสม เช่น ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ซึ่งจะช่วยให้ฟันขาว
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางชนิด เมื่อได้ทำการฟอกสีฟันแล้ว เพื่อให้ฟันยังคงความขาวสวยให้ยาวนาน ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบที่ฟัน เช่น กาแฟ ชา และไวน์
  • รักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ ทั้งการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และใช้น้ำยาบ้วนปาก เป็นประจำทุกวัน และควรพบทันตแพทย์ในทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพฟัน
  • ไม่สูบบุหรี่ ลดหรือเลิกสูบบุหรี่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้วิธีการฟอกฟันให้ขาวแบบใดก็ อาจมีความเสี่ยงต่อเหงือกและฟัน หากเหงือกและฟันของมีความบางและไวต่อสารเคมีที่ใช้ในการฟอกฟัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาที่เหงือกและฟันตามมาได้ เช่น แสบเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก หรือเสียวฟันหลังจากฟอกสี ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาและหมดไปเมื่อหยุดฟอกสี นอกจากนี้ ไม่แนะนำการฟอกสีฟันในเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เพราะสารฟอกสีฟันนี้อาจส่งผลให้ระคายเคืองต่อโพรงประสาทฟันได้ และไม่แนะนำการฟอกสีฟันในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร