Diclofenac

Diclofenac

Diclofenac (ไดโคลฟีแนค) เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs: NSAID) หรือที่เรียกกันว่า เอ็นเสด ช่วยในการบรรเทาอาการปวด บวมจากการอักเสบ ปวดตามข้อ ไขข้อกระดูก เช่น โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดท้องจากประจำเดือน โรคข้ออักเสบ อาการตึงขัดของข้อ โดยเข้าไปยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ในร่างกายที่เป็นตัวก่อให้เกิดอาการบวมและอักเสบ

ตัวยาจะถูกผลิตออกมาให้อยู่ในรูปเกลือที่เรียกว่า Diclofenac Sodium และ Diclofenac Potassium โดย Diclofenac Potassium จะสามารถดูดซึมในร่างกายได้ไวกว่า จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้เร็วกว่า  

Knee Pain

เกี่ยวกับยา Diclofenac

กลุ่มยา ยาต้านการอักเสบ
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เอง
สรรพคุณ บรรเทาอาการอักเสบ ปวด และบวม
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
รูปแบบของยา ยารับประทาน ยาทา ยาฉีด ยาหยอด ยาเหน็บ

คำเตือนของการใช้ยา Diclofenac

  • ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาและประวัติการป่วยแก่แพทย์ก่อนการใช้ยา
  • ห้ามใช้ยาในผู้ที่จะผ่าตัดหัวใจหรือทำบายพาส แพ้ยาแอสไพริน และยากลุ่มในกลุ่มเอ็นเสดอื่น ๆ
  • ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคเกี่ยวตับหรือไต มีภาวะบวมน้ำ แผลในกระเพาะอาหาร ภาวะเลือดไม่แข็งตัว เซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ ปัญหาด้านไขกระดูก โรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • สตรีที่กำลังวางแผนจะมีบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดและดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • สตรีตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 3 (เดือนที่ 6-9) และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรใช้ยา
  • การใช้ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคประจำตัวเดิมให้กำเริบมากยิ่งขึ้นหรือเสริมให้เกิดโรคได้ โดยเฉพาะโรคทางด้านหัวใจและหลอดเลือด แผลในกระเพาะอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการขับรถ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากอาจทำให้วิงเวียนหรือง่วงนอน และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

ปริมาณการใช้ยา Diclofenac*

อาการปวด บวม หรืออักเสบตามข้อต่อ กล้ามเนื้อ กระดูก รวมไปถึงโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กล้ามเนื้อฉีก เคล็ดขัดยอก เอ็นอักเสบ โรคเกาต์ ปวดประจำเดือน

  • รับประทาน 75-150 มิลลิกรัม/วัน โดยแบ่งรับประทาน (สูงสุดไม่เกิน 150 มิลลิกรัม/วัน)
  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 75 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือเพิ่มเป็นวันละ 2 ครั้งหากมีอาการรุนแรงขึ้น (ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 2 วัน)
  • ยาเหน็บ 100 มิลลิกรัม/วัน

ปวดศีรษะไมเกรน

  • รับประทาน 50 มิลลิกรัม เมื่อมีอาการปวดครั้งแรก ใช้ซ้ำใน 2 ชั่วโมง และ 4-6 ชั่วโมงถัดมาหากยังมีอาการ (สูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/วัน)

ปวดท้องจากนิ่วที่ไต (Renal Colic)

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 75 มิลลิกรัม อาจฉีดซ้ำหลังผ่านไป 30 นาที หากยังมีอาการ (สูงสุดไม่เกิน 150 มิลลิกรัม/วัน และใช้ยาติดต่อกันไม่เกิน 2 วัน)

ตาอักเสบหลังการผ่าตัด

  • ยาหยอด ความเข้มข้น 0.1% หยอดตาครั้งละ 1 หยด วันละ 4 ครั้งหลังการผ่าตัดผ่านไป 24 ชั่วโมง
    (ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 28 วัน)

อาการปวดเข่า

  • ยาทาภายนอกในรูปแบบสารละลายใส ความเข้มข้น 1.6% 20-40 หยด บริเวณที่มีอาการ
    วันละ 4 ครั้ง โดยใช้ในปริมาณน้อยก่อน
  • เจลทา ความเข้มข้น 1% ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 4 ครั้ง (สูงสุดไม่เกิน 32 กรัม บริเวณที่ทา)

ผื่นผิวหนัง (Actinic Keratosis)

  • เจลทา ความเข้มข้น 3% ทาวันละ 2 ครั้ง บริเวณที่มีอาการ ระยะเวลาประมาณ 60-90 วัน

*ปริมาณและการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเป็นหลัก

การใช้ยา Diclofenac

ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบก่อนการใช้ยา หากเคยมีประวัติเคยแพ้ยาชนิดใด กำลังใช้ยาตัวใดอยู่หรือไม่ มีโรคประจำตัวใดอยู่บ้าง และควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากส่วนประกอบ ปริมาณยาแต่ละยี่ห้อ ประเภทของยา หรือลักษณะการใช้ยามีความแตกต่างกัน เช่น ยาชนิดเม็ด ไม่ควรเคี้ยว หัก หรือแบ่งยาเป็นส่วน ๆ ควรกลืนยาไปทีเดียว แล้วดื่มน้ำตาม 1 แก้ว ( 240 มิลลิลิตร) และไม่ควรเอนตัวนอนทันทีหลังรับประทาน รวมไปถึงการดื่มนมหรือรับประทานอาหารบางชนิดเมื่อมีการรับประทานยา เพราะอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้ เป็นต้น

หากลืมรับประทานยาตามเวลาที่กำหนด สามารถรับประทานยาได้ทันที แต่หากใกล้ถึงเวลาการรับประทานยาในรอบต่อไป ให้ข้ามไปรอบถัดไป ไม่ควรเพิ่มปริมาณการรับประทานยาเป็น 2 เท่า หากมีอาการผิดปกติหรือรุนแรงขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยทันที

การเก็บยาควรเก็บให้ห่างจากความร้อน ความชื้น แสงแดด และเก็บไว้ในที่ที่พ้นจากมือเด็ก เพื่อยังคงประสิทธิภาพของยา

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Diclofenac

หลังการรับประทานยา Diclofenac ผู้ป่วยอาจเกิดอาการผิดปกติได้หลายลักษณะ เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในท้อง เรอ ท้องผูก ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำ ปัสสาวะน้อยและขุ่น ท้องเสีย ง่วงนอนหรือนอนหลับยาก ระบบย่อยผิดปกติ อาการคันหรือเป็นผื่นบริเวณผิวหนัง ไม่มีความอยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือดหรือมีสีดำ เจ็บหน้าอก มีภาวะซีด หายใจลำบาก น้ำหนักลด เป็นต้น ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากตัวยาที่พบได้บ่อย

ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ สามารถเกิดขึ้นได้น้อย แต่ควรหยุดใช้ยาแล้วรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น เช่น

  • ภาวะความดันเลือดต่ำจนทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
  • ตับเกิดการอักเสบหรือผิดปกติ สังเกตได้จากดวงตาหรือผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แขนขาและบริเวณท้องน้อยเกิดอาการบวม
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว ส่งผลให้แขนบวม หายใจหอบ เหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้เดินในระยะสั้น ๆ    
  • ผิวหนังมีรอยช้ำหรือเกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรง เช่น กลุ่มอาการของโรคสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome) หรือโรคท็อกซิก อีพิเดอร์มัล เนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis: TEN)