โควิด-19 (COVID-19) และไข้หวัด ความแตกต่างที่ควรรู้

ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย อย่างมีไข้ ไอหรือจาม เกิดความสับสนไม่น้อย เนื่องจากโรคโควิด-19 เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่คล้ายกับไข้หวัด แต่มักมีความรุนแรงมากกว่าและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างอาการของสองโรคนี้

การติดเชื้อไข้หวัดและโควิด-19 เกิดจากการที่เชื้อไวรัสเข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจในร่างกาย โดยไข้หวัดมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมถึงไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์ แต่ที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูกและลำคอ ส่วนเชื้อโควิด-19 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งจัดเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนาเช่นเดียวกัน แต่เป็นสายพันธุ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ โดยอาจก่อให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจได้คล้ายไข้หวัดไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงอย่างโรคซาร์ส (SARS) หรือโรคเมอร์ส (MERS)

2538-COVID-19-and-common-flu

ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและโควิด-19

ไข้หวัดและโควิด-19 อาจมีความคล้ายกันในแง่ของการได้รับเชื้อไวรัส แต่อาจมีความแตกต่างของอาการและการแพร่กระจายที่พอจะสังเกตได้ดังนี้

ไข้หวัด

ไข้หวัดส่วนใหญ่พบในเด็กเล็ก แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยมักเกิดในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง อย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว หากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการออกมาในช่วง 1-3 วัน หลังได้รับเชื้อ ดังนี้

  • คัดจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำมูกอุดตันภายในจมูก 
  • เจ็บคอ
  • ไอและจาม
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ปวดศีรษะ

ในบางกรณีอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เคืองตา หูอื้อ ปวดหู สูญเสียการได้กลิ่นและการรับรส หรืออาจมีไข้ในผู้ป่วยบางราย โดยทั่วไป อาการของไข้หวัดมักดีขึ้นเองภายใน 7-10 วัน แต่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น อย่างหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม

ทั้งนี้ การแพร่กระจายของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดมักเป็นการแพร่จากผู้ที่มีอาการป่วยไปยังผู้อื่นผ่านสารคัดหลั่งในอากาศ และการติดต่อสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อไข้หวัด เช่น ไอ จาม พูดคุย หรืออาจได้รับเชื้อไวรัสจากการสัมผัสมือหรือสิ่งของที่ผู้ป่วยได้สัมผัสแล้วนำมาสัมผัสบริเวณดวงตา จมูกหรือปากของตนเอง เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์มือถือ หรือของใช้ต่าง ๆ จึงทำให้เชื้อไวรัสนั้นสามารถเข้าสู่ร่างกาย

โควิด-19

เชื้อโควิด-19 อาจทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่รุนแรงไปจนถึงมีอาการรุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในบางกรณี ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ก็อาจไม่มีอาการแสดงใด ๆ ได้เช่นกัน โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยโควิด-19 จะมีอาการจะแสดงออกมาในช่วง 2-14 วัน หลังการได้รับเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยใน ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอแห้ง ๆ
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • อ่อนแรง

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมกัน เช่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอหรือท้องเสีย แต่หากอาการรุนแรงมากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดบวม อวัยวะภายในทำงานล้มเหลวหรือนำไปสู่การเสียชีวิต

โรคโควิด-19 สามารถเกิดได้กับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย แต่บุคคลบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ได้สูงกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอด โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หรือติดเชื้อเอชไอวี  อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณของโรคโควิด-19 มีประวัติติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ภายใน 14 วัน เช่น จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อิหร่าน อิตาลี เป็นต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หรือสามารถสอบถามเพิ่มกับสายด่วนกรมควบคุมโรคที่เบอร์ 1422

สำหรับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เกิดขึ้นคล้ายกับการแพร่กระจายของไข้หวัด โดยสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่งที่ผู้ติดเชื้อไอหรือจามออกมา อีกทั้งสารคัดหลั่งเหล่านี้อาจติดอยู่บนสิ่งของหรือพื้นผิวต่าง ๆ เมื่อสัมผัสโดนสิ่งของหรือพื้นผิวนั้นแล้วใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา จมูกหรือปาก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ การแพร่กระจายของโควิด-19 ยังได้เกิดจากสูดเอาสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก หรือหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ และควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

corona CHATBOT Thai 2

การรักษาไข้หวัดและโควิด-19

การรักษาไข้หวัดและโควิด-19 ไม่สามารถจะเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากโรคทั้งสองมีความแตกต่างกัน โดยแนวทางในการรักษาทั่วไปมีดังนี้

การรักษาไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่ไม่จำเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อไวรัส เนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะกำจัดเชื้อได้ด้วยตัวเอง และจะมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน โดยในระหว่างนี้สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาจรับประทานยาต่อไปนี้

  • ยาแก้ปวดลดไข้ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป อย่างยาพาราเซตามอล
  • ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้คัดจมูก เพื่อบรรเทาอาการหวัดและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น ได้แก่ กลุ่มยาแก้แพ้ เช่น ยาเซทิริซีน (Cetirizine) ยาลอราทาดีน (Loratadine) หรือยาซูโดเอฟีดรีน (Pseudoephedrine) 
  • ยาแก้ไอหรือยาขับเสมหะ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอและช่วยให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น

การรักษาโควิด-19

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนใด ๆ ที่ใช้รักษาหรือป้องกันโควิด-19 การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นอาจใช้วิธีดูแลตนเองคล้ายกับการรักษาอาการไข้หวัดหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงมาก เช่น การรับประทานยารวมกับการพักผ่อนดูแลตนเองที่บ้าน แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อประคับประคองไม่ให้อาการแย่ลงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต

ดังนั้น หากรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นอาการของโควิด-19 ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังนี้

  • ผู้ป่วยควรกักตนเองอยู่ที่บ้านแยกจากผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของต่าง ๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวและสัตว์เลี้ยง หากเป็นไปได้ควรแยกใช้ห้องน้ำหรือพื้นที่อยู่อาศัยออกจากคนในครอบครัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส 
  • ทำความสะอาดบ้านและสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านให้สะอาด เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจเกาะอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของได้ นอกจากนี้ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องทำความสะอาดบริเวณที่ผู้ป่วยใช้กักตนเอง 
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก และไม่ควรเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่สาธารณะหรือติดต่อกับผู้อื่น
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอย่างน้อย 20 วินาที ในกรณีที่ไม่สะดวกในการล้างด้วยน้ำและสบู่ สามารถทำความสะอาดมือด้วยเจลล้างมือที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% โดยเฉพาะหลังจากการไอหรือจาม หลังการเข้าห้องน้ำ ก่อนการเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร

วิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายหรือรับเชื้อโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ หากต้องการไอหรือจามควรใช้กระดาษทิชชู่ปิดจมูกและปาก หากไม่มีกระดาษทิชชู่ควรไอหรือจามใส่ข้อศอกด้านในตนเอง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก หรือหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ และหากเป็นไปได้ ควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการหายใจลำบากหรือหายใจหอบถี่ รู้สึกเจ็บหรือแน่นหน้าอกอย่างต่อเนือง มีอาการสับสน เซื่องซึม สีของใบหน้าและปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของอาการขั้นรุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด