เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ ฟันน้ำนม

ฟันน้ำนม คือ กระดูกฟันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้บดเคี้ยวอาหารในช่วงวัยเริ่มแรกของชีวิต เด็กจะมีฟันน้ำนมก่อน แล้วจะหลุดออกเพื่อให้ฟันแท้งอกขึ้นมาแทนที่เมื่อถึงเวลา โดยฟันน้ำนมซี่แรก ๆ จะเริ่มงอกขึ้นตอนเด็กอายุประมาณ 6 เดือน จนครบ 20 ซี่ แล้วจะหลุดร่วงออกไปเพื่อให้ฟันแท้งอกขึ้นมาแทนที่จนครบ 32 ซี่ในภายหลัง

ฟันน้ำนม

แท้จริงแล้ว กระบวนการงอกของฟันน้ำนมเกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์มารดา โดยฟันจะเริ่มพัฒนาอยู่ใต้เหงือก และค่อย ๆ งอกขึ้นมาในภายหลัง ตามเวลาโดยประมาณ ดังนี้

กระบวนการงอกและหลุดร่วงของฟันน้ำนมโดยทั่วไป

ฟันแถวบน

  • ฟันตัดหน้าซี่กลาง บน 2 ซี่ (Central Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 8-12 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 6-7 ปี
  • ฟันตัดหน้าซี่ข้าง บน 2 ซี่ (Lateral Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 9-13 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 7-8 ปี
  • ฟันเขี้ยว บน 2 ซี่ (Canine หรือ Cuspid) ฟันงอกช่วงอายุ 16-22 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี
  • ฟันกรามซี่แรก บน 2 ซี่ (First Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 13-19 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-11 ปี
  • ฟันกรามซี่ที่สอง บน 2 ซี่ (Second Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 25-33 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี
ฟันแถวล่าง
  • ฟันตัดหน้าซี่กลาง ล่าง 2 ซี่ (Central Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 6-10 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 6-7 ปี
  • ฟันตัดหน้าซี่ข้าง ล่าง 2 ซี่ (Lateral Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 10-16 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 7-8 ปี
  • ฟันเขี้ยว ล่าง 2 ซี่ (Canine หรือ Cuspid) ฟันงอกช่วงอายุ 17-23 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-12 ปี
  • ฟันกรามซี่แรก ล่าง 2 ซี่ (First Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 14-18 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-11 ปี
  • ฟันกรามซี่ที่สอง ล่าง 2 ซี่ (Second Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 23-31 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี
ฟันน้ำนมคู่แรกจะงอกขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันในขณะที่เด็กมีอายุประมาณ 6 เดือน และฟันคู่ถัดมาด้านซ้ายและขวาจะงอกขึ้นเรื่อย ๆ จนครบฟันบน 10 ซี่ และฟันล่าง 10 ซี่ เมื่ออายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึง 7 ปี โดยเด็กผู้หญิงมักจะมีฟันงอกขึ้นมาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย และจะเริ่มหลุดร่วงเพื่อให้ฟันแท้มาแทนที่เรื่อย ๆ จนฟันแท้ครบ 32 ซี่ เมื่ออายุประมาณ 13 ปี

ในกระบวนการเกิดฟันน้ำนม จะพบอาการที่เป็นผลกระทบโดยทั่วไป คือเด็กจะมีน้ำลายไหล และเด็กจะมีเหงือกบวมแดงก่อนฟันจะแทรกตัวงอกขึ้นมา ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวด อาจรบกวนการนอนและการรับประทานอาหารของเด็กได้ แต่หากมีอาการรุนแรง อย่างเด็กมีไข้ ท้องร่วง หรือมีอาการชักกระตุกตัวเกร็ง ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

วิธีรับมือกับฟันน้ำนมที่งอกใหม่

หากเด็กมีอาการต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรงซึ่งเกิดจากฟันน้ำนมงอก อย่างอาการน้ำลายไหล เหงือกบวมแดงทำให้เจ็บปวด พ่อแม่สามารถบรรเทาอาการของลูกน้อยได้ในเบื้องต้น เช่น

  • น้ำลายไหลมากเป็นส่วนหนึ่งของการมีฟันงอกใหม่ พ่อแม่ควรใส่ใจดูแลเช็ดน้ำลายและคราบที่ไหลออกมาที่ปากและคาง ทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้ากันเปื้อนอยู่เสมอ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นทาผิวเพื่อป้องกันอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ใช้นิ้วสะอาด หรือใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำถูเหงือกของเด็กเบา ๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น ช้อน หรือห่วงยางกัดสำหรับเด็ก ให้เด็กกัดไว้ แต่ต้องไม่มีอุณหภูมิที่เย็นจนเกินไป
  • หากมีอาการปวดบวมมาก ให้เด็กรับประทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนในปริมาณที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก โดยไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน (Benzocaine) เพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูง (Methemoglobinemia) ซึ่งจะลดปริมาณออกซิเจนในเลือดลงทำให้เกิดอันตรายได้
ส่วนด้านการรับประทานอาหาร หากเด็กมีฟันขึ้น พ่อแม่ควรหาอาหารแข็งเพื่อฝึกหัดให้เด็กใช้ฟัน อย่างพวกแตงกวาหรือแครอทที่ปอกแล้ว โดยต้องคอยดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาหารติดคอเด็ก

ดูแลฟันน้ำนม เพื่อเตรียมพร้อมรับฟันแท้อย่างสุขภาพดี

ฟันน้ำนมมีบทบาทสำคัญในลำดับขั้นพัฒนาการของเด็ก นอกจากจะเป็นตำแหน่งที่จะเกิดฟันแท้มาแทนที่ ยังช่วยในเรื่องลักษณะทางกายภาพให้มีโครงสร้างร่างกายเป็นปกติ มีฟันไว้ช่วยบดเคี้ยวอาหาร หากฟันน้ำนมมีสุขภาพดี ไม่ผุกร่อนหรือติดเชื้อ ก็จะส่งเสริมพัฒนาการฟันแท้ที่จะงอกตามมาให้สมบูรณ์แข็งแรงไปด้วย

เมื่อฟันน้ำนมของเด็กเริ่มคลอนแต่ยังไม่หลุดร่วงออกไป อาจต้องใช้เวลาเพื่อรอให้ฟันหลุด หรืออาจใช้ผ้าก๊อซหุ้มฟันแล้วดึงออกอย่างรวดเร็ว หากวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล หรือมีปัญหาเกี่ยวกับฟันและพัฒนาการของฟัน ควรพาเด็กไปปรึกษาทันตแพทย์

วิธีการดูแลรักษาสุขภาพเหงือกและฟันน้ำนม เพื่อพร้อมรับการงอกของฟันแท้ เช่น

  • ให้เด็กแปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน แปรงฟันให้เด็ก หรือช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีแปรงฟัน
  • รักษาความสะอาดของช่องปากอยู่เสมอ บ้วนปาก แปรงฟัน หลังรับประทานอาหาร หรืออาจใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดฟันเพิ่มเติม
  • รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ และจำกัดปริมาณอาหารหรือขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์
  • พาเด็กไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันฟันผุชนิดต่าง ๆ ก่อนการใช้งาน