เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์อย่างไรให้พร้อม

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถเตรียมพร้อมเพื่อสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรง เพราะเมื่อคุณแม่มีสุขภาพดีก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่ลูกในครรภ์จะสมบูรณ์แข็งแรงและทำให้การตั้งครรภ์เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์

ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์?

คู่สามีภรรยาบางคู่ที่ต้องการมีบุตรอาจต้องพยายามหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากโอกาสที่ผู้หญิงจะเกิดการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือนนั้นอยู่ที่ 15-25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ ดังนี้

  • อายุ: สำหรับหญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป ความเป็นไปได้ที่จะตั้งครรภ์ในแต่ละเดือนจะยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุ และยิ่งลดต่ำลงมากในช่วงอายุ 40 ปี
  • การมีรอบเดือนไม่ปกติทำให้ยากต่อการคำนวนช่วงเวลาตกไข่ และส่งผลให้คู่สามีภรรยาไม่รู้ว่าควรมีเพศสัมพันธ์ช่วงใดจึงจะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์
  • ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์: คู่รักที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อยก็ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลงตามไปด้วย
  • จำนวนครั้งที่พยายามมีบุตร: หลังการพยายามมีบุตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี หากยังไม่ประสบความสำเร็จ โอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ก็อาจมีน้อย กรณีนี้คู่สามีภรรยาควรพูดคุยปรึกษาแพทย์และรับการตรวจดูว่ามีใครคนใดคนหนึ่งมีปัญหาภาวะมีบุตรยากหรือไม่
  • การเจ็บป่วยจากโรคบางชนิด อาจเป็นสาเหตุให้การตั้งครรภ์กลายเป็นเรื่องยากได้เช่นกัน

เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ทำได้อย่างไรบ้าง?

พูดคุยปรึกษากับแพทย์ คู่สามีภรรยาสามารถเตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการวางแผนการตั้งครรภ์กับแพทย์ โดยแพทย์อาจมีขั้นตอนการพูดคุยและให้คำแนะนำต่อไปนี้

  • สอบถามถึงประวัติด้านสุขภาพ การใช้ยา และโรคประจำตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง โรคหอบหืด หัวใจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงปัญหาสุขภาพทางจิต โดยการเจ็บป่วยจากภาวะใด ๆ ควรต้องได้รับการรักษาหรือควบคุมอาการของโรคก่อนการตั้งครรภ์
  • อาจสอบถามถึงสุขภาพของบุคคลในครอบครัวเกี่ยวกับประวัติการป่วยด้วยภาวะที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม ซึ่งจะสามารถถ่ายทอดมายังทารกในครรภ์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ลมชัก ความผิดปกติทางพัฒนาการ หรือการมีลูกแฝด เป็นต้น
  • หากเคยตั้งครรภ์มาก่อนควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงการตั้งครรภ์ในอดีตว่ามีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อที่แพทย์จะได้พิจารณาความเสี่ยงและแนะนำแนวทางป้องกันเพื่อสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ควรตรวจก่อนตั้งครรภ์ เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี และการตรวจซิฟิลิส เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรคสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์หรือมีผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต อย่างโรคหนองในเทียมที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก นำไปสู่การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานและเกิดภาวะมีบุตรยากในที่สุด
  • รับการตรวจอื่น ๆ ที่สำคัญและจำเป็นในการตรวจหาโรคที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ได้แก่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การตรวจเต้านมหากอายุมากกว่า 35 ปี การตรวจเลือด ตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดและหัดเยอรมัน ตรวจภูมิคุ้มกันโรคอีสุกอีใส และหากตรวจพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคชนิดนั้น ๆ ก็ควรรับการฉีดวัคซีนให้เรียบร้อย
  • รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ลูกน้อย ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ หรือหลังจากตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด โดยวัคซีนที่ควรฉีดก่อนการตั้งครรภ์ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคหัด โรคหัดเยอรมัน และโรคอีสุกอีใส ซึ่งการฉีดวัคซีนบางชนิดอาจต้องรอถึง 6 เดือนจึงจะเริ่มพยายามมีบุตรได้
  • ตรวจสุขภาพฟัน การมีฟันผุและเหงือกติดเชื้อสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวอ่อนได้ หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ควรรับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันก่อนหน้าประมาณ 5 เดือนเพื่อเผื่อเวลาในการรักษาฟันที่มีปัญหาด้วย

เลิกพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อลูกน้อย พฤติกรรมเสี่ยงของตัวคุณแม่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์สามารถส่งผลให้ทารกได้รับอันตรายหรือโอกาสในการตั้งครรภ์ลดน้อยลง สิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงมีดังนี้

  • การสูบบุหรี่ สมาคมโรคปอดแห่งสหรัฐอเมริกาเผยว่าการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลให้ทารกแรกเกิดร้อยละ 20-30 มีน้ำหนักตัวน้อย มีโอกาสเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดถึงร้อยละ 14 และประมาณร้อยละ 10 ของทารกเสียชีวิตเนื่องจากแม่ที่ตั้งครรภ์สูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการแท้งบุตรและมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือหายใจเสียงดังวี้ดในช่วง 6 เดือนแรกที่คลอดอกมา
  • การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะปริมาณมากน้อยเพียงใดก็เป็นอันตรายต่อลูกน้อย และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวตามมา
  • การใช้ยาเสพติด เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการแท้งบุตร ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนด พัฒนาการล่าช้า และการมีปัญหาด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้
  • การได้รับสารเคมีอันตรายบางชนิดที่สามารถส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการของทารกตามมา จึงควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารเคมีอันตรายหรือสารพิษทั้งหลาย เช่น สารเคมีสังเคราะห์ สารผสมโลหะ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมถึงมูลสัตว์อย่างหนูและแมว
  • ความเครียด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนมาช้าหรือไม่ปกติ การคำนวนระยะไข่ตกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ก็ทำได้ยากตามไปด้วย หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรมีวิธีจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย เล่นโยคะ หรือทำงานอดิเรก เป็นต้น
  • การใช้สมุนไพรต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตหรือไม่
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากอาจเป็นสาเหตุของการปฏิสนธิล่าช้า และอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหากบริโภคเกินวันละ 200 มิลลิกรัม

เตรียมร่างกายให้พร้อม

  • เริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี ควรสำรวจดูว่าควรลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก สร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม หรือควรฝึกสมรรถภาพการหายใจของปอดหรือไม่ วิธีออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่ เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน แอโรบิค หรือเล่นโยคะ โดยเฉพาะการเล่นโยคะที่ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะจะได้ฝึกท่าทาง การหายใจ และสมาธิไปในคราวเดียว ทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ขณะคลอดได้ด้วย
  • นับรอบประจำเดือน เพื่อช่วยในการคำนวนการตกไข่และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
  • ฝึกผ่อนคลายจากความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ ด้วยการเล่นโยคะ ฟังเพลงช่วยผ่อนคลาย หรืออาบน้ำอุ่น เป็นต้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ หญิงที่กำลังวางแผนมีบุตรควรนอนพักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง ทั้งนี้การพักผ่อนที่เพียงพอยังสามารถช่วยผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้ด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน โดยเน้นรับประทานวิตามินแร่ธาตุให้มากและหลากหลาย

รับประทานอาหารเสริม หญิงที่วางแผนมีบุตรควรเริ่มรับประทานกรดโฟลิคตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือน ไปจนถึงระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ในปริมาณวันละ 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความพิการทางสมองของทารก ซึ่งเป็นภาวะพิการแต่กำเนิดที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อสมองและไขสันหลังของเด็ก รวมทั้งวิตามินรวมที่ประกอบด้วยวิตามินบี 6 ก่อนตั้งครรภ์จนถึงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ ทั้งนี้การใช้ยาหรืออาหารเสริมใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจก่อนทุกครั้ง

ควบคุมน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดี น้ำหนักตัวของคุณแม่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพครรภ์ โดยควรรักษาน้ำหนักตัวอย่างพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินและต้องการเพิ่มน้ำหนักอย่างถูกต้องควรปฏิบัติดังนี้

  • ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน
  • รับประทานอาหารอย่างน้อย 3 มื้อต่อวัน
  • รับประทานขนมขบเคี้ยวมากขึ้น รวมทั้งดื่มน้ำผลไม้และนม

ส่วนคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปสามารถลดน้ำหนักได้ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารอย่างพอดี
  • รับประทานอาหารที่มีสารอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร

ดูแลสุขภาพจิต สุขภาพจิตซึ่งเป็นเรื่องของความคิด ความรู้สึก และควบคุมการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเป็นอีกสิ่งสำคัญ การรู้สึกดีและเห็นคุณค่าของชีวิตตนเองนั้นบ่งบอกถึงการมีสุขภาพจิตที่ดี เพราะแม้จะเกิดความเศร้า กังวล หรือเครียดได้ในบางครั้ง แต่ก็ต้องมีวิธีกำจัดความรู้สึกให้หายไป ผู้ที่มีความรู้สึกแย่ ๆ อย่างต่อเนื่องจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันนั้นควรพูดคุยปรึกษากับแพทย์และรักษาให้หายเสียก่อนที่จะพยายามตั้งครรภ์ เพราะสุขภาพจิตถือว่าสำคัญพอ ๆ กับสุขภาพกายเลยทีเดียว

การหยุดรับประทานยาคุม ผู้ที่เคยรับประทานยาคุมกำเนิดมาก่อนที่จะพยายามเริ่มมีบุตรนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ทันที หรืออาจใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะเริ่มมีการตกไข่เป็นปกติอีกครั้ง ทั้งนี้การตั้งครรภ์ทันทีหลังหยุดยาคุมจะไม่เป็นอันตรายใด ๆ แต่การหยุดรับประทานยาคุมกำเนิดล่วงหน้าก็มีส่วนช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นและทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ง่ายขึ้น