ออทิสติก

ความหมาย ออทิสติก

ออทิสติก (Autistic) หรือที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการออทิสติก (Autism Spectrum Disorders: ASD) คือ ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยออทิสติกมักมีพฤติกรรมทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เช่น โยนของไปมา สะบัดมือซ้ำ ๆ หรือชอบพูดเลียนแบบ โดยอาการอาจรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้ เพราะผู้ป่วยออทิสติกแต่ละคนมีปัญหาและความรุนแรงที่แตกต่างกัน

ออทิสติก

อาการของออทิสติก

เด็กที่ป่วยเป็นออทิสติกจะแสดงทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงมีพฤติกรรมทั่วไป ดังนี้

ทักษะด้านการเข้าสังคม

เด็กออทิสติกจะมีปัญหาด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง คล้ายกับว่าอยู่ตัวคนเดียวในโลก โดยลักษณะการเข้าสังคมของเด็กออทิสติกจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ไม่สังสรรค์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้อื่น
  • ไม่เล่นหรือแบ่งปันของเล่นกับเด็กอื่น รวมทั้งไม่รู้วิธีเล่นกับผู้อื่น
  • ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่คุยด้วย
  • ขาดการสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนรอบข้าง

ทักษะด้านการสื่อสาร

เด็กออทิสติกจะไม่สามารถสื่อสารผ่านการพูด อ่าน เขียน หรือเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสารได้ บางครั้งเด็กอาจลืมถ้อยคำหรือทักษะอื่น ๆ ซึ่งเด็กจะแสดงปัญหาด้านการสื่อสาร ดังนี้

  • ไม่เข้าใจการสื่อสารด้วยภาษาท่าทาง เช่น ชี้นิ้ว โบกมือ
  • ขาดความรู้เรื่องทิศทาง
  • ไม่สามารถแปลสัญลักษณ์และเรียนรู้ภาษาได้ช้า
  • อ่านออกแต่ไม่เข้าใจความหมายของคำ หรือที่เรียกว่าความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านคำพูด (Hyperlexia)

นอกจากนี้ เด็กอาจพูดเลียนแบบซ้ำไปซ้ำมาซึ่งเป็นอาการพูดเลียน (Echolalia) พูดคุยโต้ตอบเป็นเพลง อาละวาดเพื่อแสดงความไม่พอใจ และไม่สามารถสื่อสารเพื่อบอกความต้องการของตัวเองได้

พฤติกรรมทั่วไป

เด็กออทิสติกมักแสดงพฤติกรรมต่อไปนี้

  • ไม่สามารถทำกิจกรรมที่มีลำดับขั้นตอนหลายอย่าง หรือเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นได้ยาก
  • โบกมือไปมา ทุบตี หรือกลอกตาไปมา
  • หัวเสียง่าย
  • ชอบอาหารเป็นบางอย่าง
  • แสดงความสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น เล่นของเล่นแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของของเล่นนั้น หรือเอาแต่พูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบ

สาเหตุของออทิสติก

ปัจจุบันยังไม่มีการระบุสาเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดออทิสติกอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน บางรายอาจเสี่ยงเป็นออทิสติกได้สูงหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นออทิสติก อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏเด็กออทิสติกอีกหลายรายที่บุคคลในครอบครัวไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ งานวิจัยบางเรื่องได้ทำการศึกษาและแสดงให้เห็นว่าหากพ่อแม่มีอายุมากทั้งคู่หรือมีช่วงอายุห่างจากลูกตัวเองมาก เด็กที่เกิดออกมาก็จะเสี่ยงเป็นออทิสติก โดยผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่อาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์อย่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ใช้ยาต้านอาการชัก หรือป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ในบางราย การติดเชื้อหัดเยอรมันหรือป่วยเป็นฟีนิลคีโตนูเรียแล้วไม่ได้รับการรักษานั้น อาจเกี่ยวข้องกับอาการออทิสติกในเด็ก

ที่สำคัญ แม้จะมีการกล่าวว่าการฉีดวัคซีนเสริมภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ จะก่อให้เกิดอาการออทิสติกในเด็ก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัคซีนทำให้เด็กเป็นออทิสติกได้

การวินิจฉัยออทิสติก

อาการป่วยเป็นออทิสติกอาจไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจน สำหรับทารกและเด็กเล็ก แพทย์จะดูอาการเบื้องต้นว่ามีปัญหาด้านพัฒนาการหรือไม่ ซึ่งอาการของเด็กที่มีพัฒนาการช้าจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ไม่พูดอ้อแอ้ ชี้มือ หรือแสดงท่าทางใด ๆ (เมื่อเด็กอายุ 12 เดือน)
  • ไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว (เมื่อเด็กอายุ 16 เดือน)
  • ไม่พูดคำสั้น ๆ ที่ติดต่อกัน 2 คำออกมา หรือเอาแต่พูดเลียนแบบคำสั้น ๆ ซ้ำไปซ้ำมา (เมื่อเด็กอายุ 24 เดือน)
  • ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาหรือเข้าสังคมได้
  • ไม่สบตาเมื่อพูดคุย หรือไม่มีการโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่คุยกัน

การทดสอบเพื่อวินิจฉัยอาการออทิสติกในเด็กนั้น ประกอบด้วยการประเมินพฤติกรรม และการประเมินทางกายภาพและผลตรวจจากห้องทดลอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การประเมินพฤติกรรม

การประเมินพฤติกรรมประกอบด้วยแนวทางหรือชุดคำถาม ที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยได้ว่าพัฒนาการของเด็กมีความผิดปกติอย่างไร โดยแนวทางการประเมินประกอบด้วย

  • ประวัติทางการแพทย์ (Medical History) แพทย์จะสัมภาษณ์คำถามเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ การสื่อสารของเด็ก การใช้ภาษา การสบตามองหน้า การเล่นของเล่น และพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อเล่นหรืออยู่กับผู้อื่น
  • แนวทางการวินิจฉัยออทิสติก แพทย์จะวินิจฉัยพฤติกรรมของเด็กที่เข้าข่ายลักษณะอาการออทิสติกตามการวินิจฉัยทางการแพทย์
  • การสังเกตพฤติกรรม แพทย์อาจต้องการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อดูพัฒนาการของเด็ก ทั้งนี้ อาจมีการเก็บข้อมูลจากพ่อแม่เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าสิ่งที่เด็กแสดงออกมาในแต่ละเหตุการณ์นั้นถือเป็นพฤติกรรมปกติหรือไม่
  • แบบทดสอบความฉลาดและพัฒนาการ แบบทดสอบความฉลาดและพัฒนาการมีส่วนในการพิจารณาว่าการเติบโตทางพัฒนาการที่ช้ากว่าปกตินั้นส่งผลต่อความสามารถในการคิดและตัดสินใจของเด็กหรือไม่

การประเมินทางกายภาพและผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ

ผลตรวจทางร่างกายจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาว่าปัญหาทางกายภาพนั้นก่อให้เกิดอาการออทิสติกหรือไม่ ซึ่งประกอบด้วย

  • การตรวจร่างกาย แพทย์จะพิจารณาพัฒนาการทางร่างกายของเด็กว่าเติบโตเป็นปกติหรือไม่ โดยดูจากขนาดศีรษะ น้ำหนักตัว และส่วนสูง นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาลักษณะผิดปกติทางโครโมโซมที่แสดงออกทางร่างกายร่วมด้วย
  • การทดสอบการได้ยิน ปัญหาการได้ยินอาจทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเข้าสังคมและความสามารถทางภาษา
  • การทดสอบพิษจากสารตะกั่ว ( Lead Poisoning) เด็กที่มีพัฒนาการช้ามักหยิบสิ่งของเข้าปากที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างดินหรือเศษชิ้นส่วนต่าง ๆ พฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับพฤติกรรมของผู้ที่ชอบกินของแปลก (Pica) หากแพทย์ตรวจพบพิษจากสารตะกั่วในร่างกาย ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นผลจากการที่เด็กมีพัฒนาการช้า

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบอื่น ๆ ที่แพทย์ต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่เด็กมีประวัติทางการแพทย์อย่างอื่นที่จำเพาะเจาะจง ได้แก่

  • การตรวจโครโมโซม (Chromosomal Analysis) หากเด็กหรือบุคคลในครอบครัวมีประวัติทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability) เช่น เด็กหรือบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นภาวะโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile X Syndrome) ซึ่งทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านความฉลาดต่ำกว่าเด็กทั่วไปและมีพฤติกรรมเข้าข่ายอาการออทิสติก แพทย์อาจต้องวิเคราะห์โครโมโซมของเด็กประกอบด้วย
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalograph: EEG) หากเด็กเคยเกิดอาการชัก เช่น เด็กอาจเคยมีประวัติเป็นลมชักชนิดเหม่อ (Absence Seizure) ซึ่งเด็กอาจสติหลุดหรือไม่รู้สึกตัวไปสักประมาณ 15 วินาที และเกิดขึ้นหลายครั้งในหนึ่งวัน หรือมีพัฒนาการถดถอย (Developmental Regression) โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจะแสดงลักษณะคลื่นไฟฟ้าภายในสมองของเด็กที่ทำงานผิดปกติ
  • การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เครื่องตรวจเอ็มอาร์ไอจะช่วยตรวจสอบบริเวณสมองที่มีปัญหา โดยแพทย์จะทำการตรวจนี้หากสมองของเด็กมีลักษณะที่แตกต่างไปจากโครงสร้างสมองปกติ

การรักษาออทิสติก

แม้อาการออทิสติกจะไม่มียาหรือวิธีทางการแพทย์ที่รักษาให้หายขาด แต่เด็กออทิสติกสามารถได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีจากพ่อแม่และทีมดูแลเด็กออทิสติก อันประกอบไปด้วยแพทย์ นักจิตวิทยา นักแก้ไขการพูด  นักกิจกรรมบำบัด และคุณครูสอนเด็กพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการเข้าสังคมและการสื่อสารให้ดีขึ้นและใช้ชีวิตปกติได้ พ่อแม่และทีมดูแลเด็กพิเศษควรร่วมมือกันเพื่อช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้บ้างในเบื้องต้น หลังจากนั้น จึงพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิชาการต่อไปโดยขอความร่วมมือจากครู

การรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ

การบำบัดอาการออทิสติก ตั้งแต่กระตุ้นพัฒนาการเด็ก ปรับพฤติกรรม และเสริมสร้างด้านการเรียนรู้ มีขั้นตอนดังนี้

การกระตุ้นพัฒนาการเด็ก การกระตุ้นพัฒนาการของเด็กนั้นมีหลายขั้นตอน ประกอบด้วย การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า การจับมือเด็กให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง การหันตามเสียงเรียก และการสอนให้รู้จักตัวเองและบุคคลในครอบครัว โดยการกระตุ้นพัฒนาการเด็กนั้นจะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวเป็นอันดับแรก โดยวิธีกระตุ้นพัฒนาการเด็กต่าง ๆ มีรายละเอียด ดังนี้

  • การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า พ่อแม่ควรเล่นกับลูกอย่างการอุ้มเด็ก กอด เล่นปูไต่ หรือจั๊กจี้มือ โดยทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ทุกวัน เพื่อให้เด็กซึมซับความอบอุ่นและคุ้นเคยจากพ่อแม่และสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนในครอบครัว จากนั้นจะฝึกให้เด็กสบตา กระซิบเรียกชื่อเด็กข้างหูด้วยเสียงของคนที่ใกล้ชิดเด็ก เพื่อกระตุ้นทักษะการเข้าสังคมและการสื่อความหมาย และสอนให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของกลิ่นและรสของอาหาร โดยเริ่มจากสิ่งที่เด็กชอบกิน ให้เด็กเรียกชื่ออาหารและความรู้สึกหลังจากได้ชิมและดมไปทีละอย่าง
  • การจับมือเด็กให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง วิธีนี้จะเริ่มจากจับมือเด็กให้หัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทำด้วยตัวเอง โดยจะช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากเด็กออทิสติกชี้บอกความต้องการของตัวเองไม่ได้ และมักจับมือของคนอื่นให้ช่วยทำแทน
  • การหันตามเสียงเรียก วิธีนี้จะสอนให้เด็กหันตามเสียงที่เรียกชื่อตัวเอง ช่วยให้เด็กสื่อความหมายได้และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น
  • การสอนให้รู้จักตัวเองและบุคคลในครอบครัว วิธีนี้จะสอนเด็กให้รู้จักชื่อตัวเอง และบุคคลในครอบครัวว่าเป็นใครบ้าง เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของแต่ละคนที่เด็กอยู่ร่วมภายในครอบครัว

การฝึกกิจวัตรประจำวัน เริ่มต้นต้องสอนให้เด็กรู้จักของใช้ต่าง ๆ ก่อน จากนั้นจึงสอนให้เด็กทำความสะอาดร่างกายแต่ละส่วน โดยสอนไปทีละขั้น สำหรับการฝึกขับถ่ายนั้น เริ่มจากเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและเปลี่ยนกางเกงเมื่อขับถ่ายออกมา ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้สัมผัสความสกปรกจากการขับถ่ายเลอะเทอะ ผู้ปกครองต้องสังเกตว่าเด็กมักขับถ่ายตอนไหน แล้วค่อยฝึกเด็กในตอนนั้น โดยใช้คำง่าย ๆ อย่าง “อึ” หรือ “ฉี่” ในการสอน ส่วนการสอนให้เด็กแต่งตัวควรใช้เสื้อผ้าที่ทำจากผ้ายืด เพราะทำให้เด็กสวมใส่ได้ง่าย เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากแต่งตัวเอง นอกจากนี้ควรสอนให้เด็กใช้ช้อนตักอาหาร เนื่องจากเด็กออทิสติกมักใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก

การเล่นและรับรู้อารมณ์ ผู้สอนควรให้เด็กที่พูดไม่ได้สื่อสารด้วยท่าทางก่อน และสอนให้เด็กรู้จักแยกแยะสีหน้าอารมณ์ในแบบต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของผู้คนมากขึ้น ที่สำคัญควรฝึกให้เด็กเล่นของเล่น เพราะเมื่อเด็กเล่นของเล่นเป็น ก็จะช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นด้วย

อรรถบำบัด (Speech Therapy) ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูดจะสอนให้เด็กเปล่งเสียงและพูดออกมา โดยอรรถบำบัดจะช่วยให้เด็กเรียนรู็ภาษาและสื่อสารกับผู้อื่นได้

พฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy) เด็กออทิสติกจะได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีปัญหาของตนให้กลับมาเป็นปกติ สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจกฎเกณฑ์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ดนตรีบำบัด (Music Therapy) ครูฝึกสอนจะใช้ดนตรีเข้ามาบำบัดร่วมด้วย ทำให้เด็กผ่อนคลาย ไม่รู้สึกกลัวหรือกังวล รวมทั้งกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการฟัง จนเปล่งเสียงและเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี โดยดนตรีบำบัดจะช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวและเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เด็กออทิสติกจะได้รับการฝึกควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายของตัวเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

การทำนิวโรฟีดแบค (Neurofeedback) เด็กจะเรียนรู้วิธีฝึกบำบัดตัวเองด้วยเครื่องเฮโมเอ็นเซปฟาโลแกรม (Hemoencephalogram: HEG) ซึ่งแสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ในรูปแบบกระบวนการป้อนกลับ (Feedback) ช่วยให้เด็กมีสมาธิและตั้งใจในการบำบัด

การเรียนรู้ด้านวิชาการ เด็กออทิสติกที่มีความฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า 70 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ต้องเข้ารับการศึกษาแบบการศึกษาพิเศษ โดยจัดหลักสูตรที่เหมาะกับแต่ละคนโดยเฉพาะ และเน้นวิชาสายอาชีพเป็นหลัก

การบำบัดด้วยยา การใช้ยาบำบัดนั้นจะพิจารณาตามอาการของเด็กแต่ละคน เพื่อช่วยลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และทำให้การทำพฤติกรรมบำบัดทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของออทิสติก

เด็กออทิสติกจะเกิดอาการอันเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรค ดังนี้

  • ปัญหาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส เด็กออทิสติกจะมีระบบประสาทสัมผัสที่อ่อนไหวได้ง่าย โดยจะมีปฏิกิริยาตอบโต้สิ่งเร้ารอบตัวที่มากกว่าเด็กทั่วไป เช่น รู้สึกกลัวหรืออารมณ์แปรปรวนได้ง่ายเมื่อได้ยินเสียงดังหรือฟ้าแลบ ในทางตรงข้าม เด็กอาจไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้นเลย เช่น ไม่แสดงอาการร้อน หนาว หรือเจ็บปวด เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบหรือทำให้เกิดอาการหรือความรู้สึกนั้น ๆ
  • อาการชัก เด็กออทิสติกมักเกิดอาการชักเป็นปกติ โดยอาการนี้จะเริ่มขึ้นในช่วงวัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่น
  • ปัญหาสุขภาพจิต อาการออทิสติกก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า กังวล พฤติกรรมมุทะลุ และอารมณ์แปรปรวน
  • ความผิดปกติทางจิตใจ เด็กที่ป่วยเป็นโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile X Chromosome) มีแนวโน้มที่จะพัฒนากลายเป็นอาการออทิสติก โดยภาวะโครโมโซมเอกซ์เปราะเกิดจากการติดเชื้อที่โครโมโซมเอกซ์ ซึ่งส่งผลต่อความผิดปกติทางจิตใจด้วย
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรซิสทำให้เกิดก้อนเนื้อนิ่ม ๆ งอกขึ้นมาที่อวัยวะและสมองของเด็ก แม้จะไม่มีสาเหตุแน่ชัดว่าเนื้องอกเกี่ยวข้องกับอาการออทิสติกอย่างไร แต่จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) รายงานว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มากับกลุ่มอาการออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว การนอนหลับและรับประทานอาหารที่ผิดปกติ และปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร

การป้องกันออทิสติก

ทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีป้องกันออทิสติกหรือกลุ่มอาการออทิสติกไม่ให้เกิดในเด็กได้ เพราะแพทย์และนักวิจัยต่างเห็นว่าความผิดปกติของยีนที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดออทิสติกนั้นอยู่เหนือการควบคุมของพ่อแม่เด็ก บางรายอาจเกิดการติดเชื้อตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์หากผู้เป็นแม่ได้รับสารเคมีบางอย่างเข้าไปตอนที่ตั้งท้อง ซึ่งแพทย์ก็ไม่สามารถตรวจพบได้ว่าทารกในครรภ์จะเป็นออทิสติกเมื่อคลอดออกมา อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ต่างมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ลูกของตนมีแนวโน้มเป็นออทิสติกลดลงได้ โดยปฏิบัติดังนี้

  • รักษาสุขภาพ สตรีมีครรภ์ควรฝากครรภ์และรับการตรวจสุขภาพกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการและออกกำลังกาย รวมทั้งรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์
  • งดใช้ยาขณะตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้เป็นแม่ต้องรับประทานยาต้านโรคชัก
  • เลี่ยงสารเสพติดทุกชนิด งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์
  • ปรึกษาแพทย์เมื่อป่วย ในกรณีที่คุณแม่บางรายป่วยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าป็นโรคแพ้กลูเตน (Celiac Disease) หรือโรคฟีนิลคีโตนูเรีย ( Phenylpyruvic Oligophrenia: PKU) ควรปรึกษาแพทย์และทำตามคำแนะนำในการรักษาอย่างเคร่งครัด