ลูกรักเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ ?

เด็กแต่ละคนย่อมมีพัฒนาการตามวัย แต่ด้วยหลากสาเหตุปัจจัย เด็กบางคนอาจมีพัฒนาการในแต่ละด้านผิดไปจากปกติอย่างที่ควรจะเป็นไปตามเกณฑ์อายุ มีปัญหาด้านพฤติกรรมและบุคลิกที่ตื่นตัวตลอดเวลา หุนหันพลันแล่น อยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง และไม่สามารถจดจ่อตั้งใจกับอะไรเป็นเวลานาน ๆ ได้ เช่น ชอบลุกเดินหรือวิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ พูดไม่หยุด ขี้ลืม ไม่ใส่ใจในขณะที่พูดด้วย ไม่ชอบเล่นเกมที่ต้องทำตามขั้นตอนหรือต้องใช้ความพยายามมาก ๆ เป็นต้น

พ่อแม่หลายคนจึงเป็นกังวลว่า ลูกอาจจะมีปัญหาทางพัฒนาการและอาจเป็นเด็กสมาธิสั้นที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยหรือไม่

เด็กสมาธิสั้น

รู้จักและเข้าใจเด็กสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) เป็นโรคความผิดปกติทางสมองที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม สภาพแวดล้อมเป็นพิษในขณะตั้งครรภ์ การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือความเสียหายบริเวณโครงสร้างภายในสมอง ทำให้เกิดการแสดงพฤติกรรมใน 2 รูปแบบหลัก คือ การขาดสมาธิในการจดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใด และ การอยู่ไม่นิ่งพร้อมความหุนหันพลันแล่น

ผู้เป็นโรคสมาธิสั้นอาจมีพฤติกรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือในบางรายก็ปรากฏพฤติกรรมทั้ง 2 รูปแบบรวมกัน โดยพฤติกรรมเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคที่ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน การเข้าสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

เด็กสมาธิสั้น คือ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 3-6 ปี ส่วนใหญ่ถูกสังเกตเห็นความผิดปกติและวินิจฉัยได้ช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กเข้าทำกิจกรรมในโรงเรียน โดยเด็กแต่ละคนจะมีพฤติกรรมแตกต่างกันออกไป เด็กบางคนก็มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยแต่อาจไม่ใช่อาการแสดงออกของโรคสมาธิสั้น อาจเป็นเพียงพัฒนาการตามช่วงวัยเท่านั้น และพฤติกรรมเหล่านั้นจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อเวลาผ่านไป

แต่หากเป็นเด็กสมาธิสั้น จะยังแสดงอาการและพฤติกรรมอยู่เรื่อย ๆ แต่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและพัฒนาการตามวัย หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและควบคุมอาการอยู่เสมอ เด็กจะสามารถปรับตัว ปรับพฤติกรรม และใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขได้ตามปกติจนเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แม้พฤติกรรมบางลักษณะจะหายไปหรือดีขึ้น ก็อาจมีบางอาการที่ยังคงปรากฏอยู่บ้าง แต่จะมีโอกาสสร้างปัญหาให้ผู้ป่วยได้น้อยลง

พฤติกรรมของเด็กซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคสมาธิสั้น ได้แก่

ด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ

  • ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจในขณะที่มีคนพูดด้วย
  • ไม่ทำอะไรไปตามขั้นตอน ชอบทำอะไรง่าย ๆ รวบรัด
  • ไม่ชอบทำอะไรเป็นเวลานาน ๆ มักเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน
  • ไม่ชอบเรียนรู้เรื่องที่ต้องใช้เวลา เช่น การอ่านเรื่องยาว ๆ
  • มองข้ามเรื่องสำคัญ ไม่ใส่ใจรายละเอียด จนเกิดความผิดพลาดบ่อย ๆ
  • มักลืมอุปกรณ์เครื่องใช้หรือสิ่งของจำเป็น เช่น ลืมดินสอ ยางลบ ปากกา หนังสือ ตอนมาโรงเรียน
  • มักลืมสิ่งที่ต้องทำหรือที่ได้รับมอบหมาย เช่น ลืมทำการบ้าน ลืมการนัดหมาย
  • วอกแวกง่ายเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น หรือมีความคิดอื่นมากระตุ้นในขณะทำกิจกรรมใด ๆ อยู่
  • จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำไม่ได้
  • บริหารจัดการเวลาได้ไม่ดี ไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนดการ
  • หลีกเลี่ยงและไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความพยายามมาก ๆ อย่างการทำการบ้าน การเขียนรายงานหรือเรียงความ
  • มีปัญหากับการทำงานตามกำหนด หรือการเรียน การเล่น กิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องทำตามกฎระเบียบหรือกรอบคำสั่ง
ด้านการตื่นตัว อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่น
  • พูดมาก พูดไม่หยุด
  • นั่งนิ่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ได้
  • ว่องไว เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการรอ ไม่ชอบการรอคอย
  • ลุกออกจากที่นั่งในสถานการณ์ที่ควรนั่ง เช่น ขณะกำลังอยู่ในชั้นเรียน ขณะอยู่ที่ทำงาน
  • ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย จนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์
  • ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกได้เงียบ ๆ ตามลำพัง
  • พูดโต้ตอบสวนขึ้นมาในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดหรือถามไม่จบ ไม่รอให้ผู้อื่นพูดจบแล้วค่อยพูด
  • พูดแทรกหรือรบกวนในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดหรือทำกิจกรรมใด ๆ อยู่
การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ควรคำนึงถึงลักษณะการเกิดด้วยว่า พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นเป็นประจำเรื่อย ๆ หรือไม่ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็ก อย่างด้านการเรียน การเล่น การปรับตัว การเข้ากับเพื่อนด้วยหรือไม่ หากพบหลากหลายพฤติกรรมของลูกที่เป็นไปตามลักษณะดังกล่าว ผู้ปกครองควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลลูกต่อไป

การรักษาเด็กสมาธิสั้นทำได้โดยให้เด็กรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง การทำกลุ่มบำบัดพฤติกรรมต่าง ๆ และการดูแลด้วยความเข้าใจจากคนในครอบครัวและบุคคลรอบข้าง แม้โรคสมาธิสั้นจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาควบคุมอาการก็จะช่วยให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และมีอาการตื่นตัวหุนหันพลันแล่นลดลง เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้านต่าง ๆ ในอนาคตของเด็กต่อไป