ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
มะเร็งเต้านม

การรักษา มะเร็งเต้านม

อัปเดตล่าสุด 29 เม.ย. 2567

ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี  โดยในบางกรณีแพทย์อาจใช้หลายวิธีร่วมกันในการรักษา ซึ่งต้องดูปัจจัยที่มีผลต่อการการรักษาอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ผลการตรวจชิ้นเนื้อ ประเภทของมะเร็งเต้านม ความรุนแรงของโรค สุขภาพและความต้องการของผู้ป่วย หรือดุลยพินิจของทีมแพทย์ผู้ทำการรักษา 

ดังนั้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรักษา เพราะแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยวิธีการรักษาที่แพทย์อาจใช้ เช่น

การผ่าตัด

เป็นการรักษาที่แพทย์มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยแบ่งการผ่าตัดได้ 2 วิธีหลัก  

  • การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ เป็นการผ่าตัดเฉพาะส่วนที่เป็นก้อนเนื้อร้ายออก ไม่ได้ตัดเต้านมออกทั้งหมด และอาจมีการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้รักแร้ออกหากเกิดการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้จำเป็นต้องมีการฉายแสงควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันโอกาสการกลับมาเป็นใหม่ของโรค    
  • การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก เป็นการผ่าตัดเอาเต้านมข้างที่มีก้อนเนื้อร้ายออกทั้งเต้า และหากตรวจพบเซลล์มะเร็งแพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ก็จะผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกไปด้วยในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ การรักษามะเร็งเต้านมด้วยการผ่าตัดเป็นวิธีการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแรกที่ใช้ได้ผลดี แต่ก็สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การสูญเสียเนื้อเยื่อของเต้านม แผลผ่าตัดติดเชื้อ การเสียเลือด ภาวะแขนบวม อาการชาบริเวณผ่าตัด การเคลื่อนไหวของแขนและไหล่ติดขัดหลังการผ่าตัด

การฉายรังสี

เป็นการฉายรังสีพลังงานสูงเข้าไปบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งหรือป้องกันเซลล์มะเร็งเติบโต ส่งผลให้เซลล์มะเร็งบริเวณที่ได้รับรังสีตาย แต่จะมีผลต่อเซลล์เนื้อเยื่อปกติที่อยู่บริเวณนั้นด้วย ทำให้เกิดผลข้างเคียงของการรักษาขึ้น ซึ่งการฉายรังสีมักจะได้ผลดีเมื่อใช้ควบคู่กับวิธีการรักษาอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับคนไข้ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ใช้ ระยะเวลาการฉายรังสี บริเวณที่รักษา เทคนิคการฉายรังสี ซึ่งล้วนมักแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่มักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีคล้ำและแห้ง เกิดการระคายเคือง หรือเป็นแผลคล้ายรอยไหม้ 

หรือบางกรณี ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) แขนและขาบวม เนื่องจากมีการสะสมของน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ขณะฉายรังสีผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายร่วมด้วย

การรักษาด้วยเคมีบำบัด

หรือที่รู้จักกันในชื่อของคีโม เป็นการใช้ยาในหลายรูปแบบ ทั้งยารับประทานและยาฉีด เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกหรือทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกาย

ในปัจจุบันการรักษาด้วยเคมีบำบัดมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนเกิดเป็นทางเลือกในการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบใหม่ที่เรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นทางเลือกของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีการทำงานของโปรตีนบางชนิดผิดปกติ หรือที่เรียกว่าเฮอร์ทู (HER2) โดยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

อย่างไรก็ตาม แพทย์จำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งก่อน เพื่อให้ทราบผลการตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อยา เพื่อให้ตัวยาสามารถส่งผลต่อเซลล์มะเร็งโดยตรง

ทั้งนี้ แม้ว่ายาเคมีบำบัดจะมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ก็อาจส่งผลต่อเซลล์ปกติและอวัยวะอื่นทั่วไป โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยผมร่วง คลื่นไส้ และอาเจียน ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มาก โดยแพทย์จะใช้ยาบรรเทาอาการเหล่านี้ระหว่างการทำเคมีบำบัด 

นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงอื่น ๆ เนื่องจากยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน เช่น เกิดการติดเชื้อด้วยภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและภาวะเลือดออกมาก เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ต่ำลง มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เกิดรอยช้ำเป็นจ้ำตามร่างกาย

อีกทั้งในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อาจหมดประจำเดือนเร็วขึ้น เนื่องจากรังไข่ได้รับผลกระทบจากยาหรือประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลให้มีบุตรยาก รวมถึงอาจมีอาการเครียด วิตกกังวล มีปัญหานอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ซึ่งอาการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณและชนิดของยาที่ใช้ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย อาการของโรค 

การรักษาด้วยวิธีทางด้านฮอร์โมน

วิธีนี้จะทำได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับสัญญาณกระตุ้นจากฮอร์โมน โดยต้องมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจก่อน เป็นการรักษาโดยการใช้ยาเข้าไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมะเร็ง เช่น ฮอร์โมนเพศหญิงที่เป็นปัจจัยในการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม

การใช้ยาบางประเภทอาจไปลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดแห้งและเกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดเป็นตัวช่วยปกป้องมวลกระดูก รวมทั้งยาฮอร์โมนบางชนิดอาจทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดผิดปกติจนเกิดเป็นลิ่มเลือด หรือเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แต่มีโอกาสเกิดได้น้อย

ภายหลังการรักษามะเร็งเต้านมด้วยฮอร์โมน ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ควรระมัดระวังในบางเรื่อง เช่น การรับประทานอาหาร การดูสุขภาพร่างกาย และหมั่นควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแพทย์จะมีการติดตามผลของผู้ป่วยเป็นระยะและมีการตรวจทางการแพทย์อื่น ๆ เพิ่มเติมในบางกรณี เพื่อป้องกันการกลับมาของโรค เช่น

  • ตรวจเอกซเรย์เต้านมซ้ำหลังการรักษาทุก ๆ 6 เดือน–1 ปี
  • ตรวจภายในทุกปี สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีทางด้านฮอร์โมนที่ใช้ยาในการยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง เช่น ยาทาม็อกซิเฟน ยาโทเรมิฟีน เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของยาที่ก่อให้เกิดมะเร็งมดลูกได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
  • ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก สำหรับผู้ป่วยที่รักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีทางด้านฮอร์โมนด้วยการใช้ยาในกลุ่มอะโรมาเตส อินฮิบิเตอร์ เช่น ยาแอนแอสโทรโซล  ยาเลโทรโซล ยาเอ็กซ์เซอร์เมสเทน

หัวข้อสนทนาล่าสุด

ใส่ถุงยางแต่กังวลว่าจะท้องเลยกินยาคุมฉุกเฉินแล้วตกขาวมา

โดย ポイパリン ピニチャイ

สวัสดีค่ะ เรามีเซ็กส์ครั้งล่าสุดวันที่ 22 (ก่อนหน้านี้มีหลายครั้งและใส่ถุงยางทุกครั้ง) ในวันนั้นอยู่ดีๆ เราก็รู้สึกแปลกๆ ตอนอีกฝ่ายหลั่ง(ในถุง)ค่ะเลยกินยาคุมฉุกเฉินกันไว้แบบ 2…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ยาคุมฉุกเฉินโพสตินอร์

โดย ผู้ใช้ไม่ระบุชื่อ

สวัสดีค่ะ วันที่01-03-66 กินยาคุมฉุกเฉิน หลังจากมีอะไรกับแฟนไม่เกินครึ่งชั่วโมง(หลั่งนอก) จากนั้น วันที่ 06-03-66 ประจำเดือนก็มา มาประมาณ6วัน จะท้องไหม แบบนี้ปลอดภัยหรือยังคะ…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีตุ่มคล้ายสิวหัวช้างที่หลังหู กดเจ็บ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ทายาที่ตุ่ม แล้วตกสะเก็ดสีดำ ต่อมามีอาการปวดบวมร้อนมา 1 สัปดาห์แล้ว กินยาฆ่าเชื้ออยู่

โดย มีดอนะ รอรูมาแซะ

หวัดดีคับ ผมตื่นมามีอาการคล้ายสิวหัวช้างที่หลังหูสามเม็ด กดเจ็บ แล้วก้อต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ต่อมาเลยกินยาAmkเพื่อลดต่อมน้ำเหลืองกินมา2วัน…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม