ปวดต้นคอ

ความหมาย ปวดต้นคอ

ปวดต้นคอ (Neck Pain) เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อคอที่หลายคนเป็นได้บ่อย ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีสาเหตุที่ร้ายแรง และสามารถทุเลาลงภายในไม่กี่วัน แต่อาการปวดต้นคอที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง อย่างการได้รับบาดเจ็บหรือป่วยเป็นโรคที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ หากเกิดอาการปวดต้นคออยู่เรื่อย ๆ ติดต่อกันนานมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ หรือเกิดอาการชา มือและแขนอ่อนแรง หรือเจ็บแปลบที่ไหล่หรือแขน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษา

ปวดต้นคอ

อาการปวดต้นคอ

ผู้ที่เกิดอาการปวดต้นคอนั้น มักปรากฏลักษณะของอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อต้องหันคอไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานาน เช่น ขับรถหรือนั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ
  • กล้ามเนื้อตึงหรือกระตุก
  • หันศีรษะหรือคอไม่ค่อยได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่

  • ชา
  • เสียวแปลบ
  • กลืนอาหารลำบาก
  • ได้ยินเสียงคล้ายหวดไม้อยู่ในหัว
  • ปวดศีรษะและวิงเวียนศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดหัว เจ็บใบหน้า ปวดไหล่ แขนชาและรู้เสียวแปลบ ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอาการที่เกิดจากเส้นประสาทคอถูกกดทับ และบางรายก็อาจเกิดอาการปวดหลังช่วงบนหรือหลังช่วงล่างด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกระดูกสันหลังอักเสบด้วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

สาเหตุของการปวดต้นคอ

คอมีความยืดหยุ่นและทำหน้าที่รับน้ำหนักศีรษะ จัดเป็นอวัยวะที่เปราะบาง ได้รับบาดเจ็บและเกิดอาการปวดหรือแข็งเกร็งได้ง่าย โดยสาเหตุที่ทำให้ปวดต้นคอ แบ่งได้ดังนี้

  • กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง  เป็นอาการปวดต้นคอที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกล้ามเนื้อแข็งเกร็งนั้นมาจากกิจกรรมหรือพฤติกรรมในการใช้งานกล้ามเนื้อคอที่ผิดท่าและนานเกินไป ได้แก่
    • จัดวางระเบียบท่าทางไม่ถูกต้อง
    • นั่งทำงานนานเกินไปโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
    • นอนหลับแล้วหันคอผิดท่า
    • คอกระตุกระหว่างออกกำลังกาย
    • ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน
    • นอนกัดฟัน
  • การได้รับบาดเจ็บที่คอ คอถือเป็นอวัยวะเปราะบาง เสี่ยงได้รับบาดเจ็บได้ง่าย โดยอาการบาดเจ็บที่คอเกี่ยวเนื่องกับการที่ศีรษะถูกกระชากทันที มักเกิดขึ้นหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น รถชน เป็นต้น ภาวะดังกล่าวทำให้ข้อต่อหรือเอ็นของคอได้รับความเสียหาย นอกจากอาการปวดต้นคอและคอแข็งแล้ว การได้รับบาดเจ็บที่คอยังทำให้กล้ามเนื้อคอตึง เคลื่อนไหวคอได้น้อยลงและจะเจ็บเมื่อต้องหันคอ รวมทั้งปวดหัวด้วย
  • ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative Disc Disease) มักเป็นสาเหตุอาการปวดต้นคอในผู้สูงอายุ บางครั้งก็เรียกภาวะนี้ว่า โรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) มักไม่ปรากฏอาการ หากกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอยู่ใกล้เส้นประสาทจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บลามไปตั้งแต่แขน เป็นเหน็บ และชาที่มือและขา ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีส่วนใหญ่จะเกิดกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมโดยอาจไม่มีอาการปวดต้นคอ
  • เส้นประสาทถูกกด (Pinched Nerve) อาการปวดต้นคอที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดนั้นมีสาเหตุมาจากโรครากประสาทคอ (Cervical Radiculopathy) โดยส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังนั้นแยกออกและมีเจลข้างในกระดูกนูนออกมาข้างนอกใกล้กับเส้นประสาท พบในผู้สูงอายุได้บ่อยกว่า เนื่องจากกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อมและสูญเสียมวลน้ำเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระดูกขาดความยืดหยุ่นและเสี่ยงต่อการกระดูกแยกได้ง่าย นอกจากปวดต้นคอแล้ว อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกชา เกิดอาการเหน็บชา แขนบางส่วนเจ็บและอ่อนแรง ผู้ป่วยอาจรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยบางราย
  • การติดเชื้อ อาการติดเชื้อที่พบได้ทั่วไปอย่างการติดเชื้อไวรัสในคอ จะทำให้ท่อน้ำเหลืองบวม นำไปสู่อาการปวดคอได้ นอกจากนี้ อาการปวดต้นคอยังมาจากการติดเชื้อที่พบได้ไม่บ่อย เช่น วัณโรค กระดูกอักเสบและหมอนกระดูกสันหลังอักเสบ (ทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (เกิดการติดเชื้อบริเวณเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหัวและเป็นไข้ร่วมกับอาการคอแข็ง)
  • ภาวะที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อคอ อาการปวดต้นคอสามารถเกิดจากภาวะอื่นที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อคอโดยตรง เช่น กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อน (Fibromyalgia) หรือภาวะปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนเหตุอักเสบเรื้อรัง (Polymyalgia Rheumatica: PMR)

อาการปวดต้นคออาจมาจากสาเหตุร้ายแรงหากผู้ป่วยเป็นมานานและอาการแย่ลงเรื่อยๆ รวมทั้งเกิดอาการต่อไปนี้

  • มีอาการอ่อนแรง หรือชาบริเวณแขนหรือมือ
  • ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม
  • มีปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหว
  • ร่างกายไม่สามารถควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้
  • เป็นไข้สูงและคอแข็งเกร็ง
  • น้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้

สาเหตุของอาการปวดต้นคอจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากผู้ป่วยเพิ่งได้รับบาดเจ็บมาไม่นาน หรือมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งหรือโรคที่ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย

การวินิจฉัยการปวดต้นคอ

แพทย์จะดูประวัติอาการปวดคอ อาการอื่น ๆ ที่เกิดร่วมกับอาการปวดคอ และการรักษาที่ผ่านมาของผู้ป่วย และตรวจดูว่าคอของผู้ป่วยเกิดอาการตึง ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงแค่ไหน รวมทั้งดูว่าผู้ป่วยสามารถหันศีรษะไปข้างหน้า ข้างหลัง หรือด้านข้างได้มากน้อยเท่าใด นอกจากนี้ แพทย์อาจทำการตรวจเพื่อวินิจฉัยอาการด้วยวิธีอื่น ๆ ดังนี้

  • การตรวจด้วยภาพสแกน วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้วินิจฉัยประกอบกับประวัติการรักษาของผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย แพทย์อาจต้องทำการตรวจผู้ป่วยโดยใช้วิธีที่แสดงภาพกล้ามเนื้อคอให้เห็นชัดเจนขึ้น เพื่อวินิจฉัยอาการปวดต้นคอของผู้ป่วย ดังนี้
    • เอกซเรย์ ภาพเอกซเรย์จะแสดงบริเวณเส้นประสาทหรือกระดูกสันหลังที่อาจถูกกระดูกงอก (Bone Spurs) กดทับหรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลัง
    • การทำซีทีสแกน การทำซีทีสแกนควบคู่ไปกับภาพเอกซเรย์คอจุดต่าง ๆ จะช่วยให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อคอได้มากขึ้น
    • การตรวจ ด้วยเอ็มอาร์ไอ วิธีนี้จะช่วยให้เห็นกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน รวมทั้งไขสันหลังและเส้นประสาทที่มาจากไขสันหลัง
  • การตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ นอกจากการตรวจด้วยภาพสแกนแล้ว ยังปรากฏการตรวจและวินิจฉัยอาการปวดต้นคอด้วยวิธีอื่น ๆ ดังนี้
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG) แพทย์จะตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อเมื่อคิดว่าอาการปวดต้นคอของผู้ป่วยอาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทถูกกดทับ โดยแพทย์จะสอดเข็มผ่านผิวหนังเข้าไปและเริ่มทำการตรวจเพื่อวัดความเร็วของสัญญาณประสาท โดยความเร็วของสัญญาณประสาทจะช่วยให้รู้ว่าเส้นประสาทของผู้ป่วยทำงานปกติหรือไม่
    • การตรวจเลือด วิธีนี้จะช่วยให้รู้ว่าผู้ป่วยมีอาการอักเสบหรือติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งทั้งสองอย่างอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดต้นคอ

การรักษาอาการปวดต้นคอ

วิธีรักษาอาการปวดต้นคอขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดต้นคอจากกล้ามเนื้อที่มีอาการไม่รุนแรงนั้น มักดูแลให้ดีขึ้นได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะจ่ายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ซึ่งประกอบด้วย
    • ยาพาราเซตามอล ผู้ใหญ่ควรรับประทานตัวยาขนาด 500 มิลลิกรัม จำนวน 2 เม็ด วันละ 4 ครั้ง
    • ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยานี้อาจดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาพาราเซตามอล โดยสามารถรับประทานเฉพาะยาแก้ปวดลดการอักเสบอย่างเดียวหรือกินควบคู่กับยาพาราเซตามอลก็ได้ หากมีประวัติป่วยเป็นโรคกระเพาะ โรคหอบ ความดันโลหิตสูง ไตทำงานไม่ดี หรือหัวใจล้มเหลว อาจใช้ยาในกลุ่มนี้ไม่ได้หรือต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด
    • ยาแก้ปวดชนิดแรง หากยาแก้ปวดลดการอักเสบไม่ทำให้อาการดีขึ้น ผู้ป่วยอาจใช้ยาแก้ปวดชนิดแรงอย่างยาโคเดอีน (Codeine) แทน โดยยานี้ก่อให้เกิดอาการท้องผูกซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ป่วยจึงควรดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีกากใยเพื่อป้องกันอาการท้องผูก
    • ยาคลายกล้ามเนื้อ หากผู้ป่วยมีอาการปวดตึงที่คอมากขึ้น แพทย์จะสั่งจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อให้
  • การบำบัด การรักษาอาการปวดต้นคอด้วยวิธีบำบัดมีหลายวิธี ดังนี้
    • กายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัดจะสอนให้ผู้ป่วยจัดระเบียบท่าทางให้ถูกต้อง รวมทั้งสอนการออกกำลังกายที่เสริมความแข็งแรงและช่วยจัดแนวของคอ และใช้วิธีกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยความร้อน ความเย็น หรือไฟฟ้า เพื่อช่วยลดอาการปวดต้นคอและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ
    • การระงับปวดด้วยกระแสไฟฟ้า (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation: TENS) แพทย์จะวางขั้วไฟฟ้าไว้ตรงผิวหนังใกล้บริเวณที่เกิดอาการปวด โดยขั้วไฟฟ้าจะส่งกระแสไฟฟ้าออกมาเพื่อบรรเทาอาการปวดต้นคอ
    • กายภาพบำบัดด้วยการดึงคอ การรักษาด้วยวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักกายภาพบำบัด วิธีนี้อาจช่วยให้อาการปวดต้นคอบรรเทาลงบ้าง โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวกับรากประสาท
    • การใส่เฝือกชั่วคราว เฝือกอ่อนจะช่วยพยุงคอผู้ป่วย อาจช่วยให้อาหารปวดทุเลาลง โดยเฝือกจะช่วยลดแรงกดในการพยุงคอ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใส่เฝือกควรอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • ศัลยกรรมและกระบวนการอื่น ๆ นอกจากการรักษาด้วยยาและการบำบัดต่างๆ แล้ว ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอสามารถรับการรักษาด้วยวิธีศัลยกรรมและกระบวนการอื่น ๆ ดังนี้
    • การฉีดสเตียรอยด์ แพทย์อาจฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid Medications) ตรงบริเวณที่ใกล้รากประสาท เข้าไปยังข้อฟาเซ็ท (Facet Joints) ซึ่งอยู่ตรงกระดูกสันหลัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อคอเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด นอกจากนี้ แพทย์อาจฉีดยาชาเพื่อช่วยลดอาการปวดต้นคอให้ผู้ป่วยด้วย
    • การผ่าตัด แพทย์อาจผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการรากประสาทหรือไขสันหลังถูกกดทับ โดยวิธีรักษานี้ไม่ได้รักษาผู้ที่มีอาการปวดต้นคอบ่อยนัก จะใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาการปวดต้นคอ

ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับบาดเจ็บที่คอ โดยศีรษะถูกกระชากให้หันไปด้านใดด้านหนึ่งทันทีนั้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ผู้ที่ประสบภาวะดังกล่าวอาจได้รับผลจากภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวซึ่งพบได้น้อยราย ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมักหายได้โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเจ็บหรือปวดหัวเรื้อรังอยู่หลายปีหลังจากประสบอุบัติเหตุ ซึ่งอาการปวดเรื้อรังจากการได้รับบาดเจ็บลักษณะนี้ไม่ปรากฏคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจน

การป้องกันอาการปวดต้นคอ

ส่วนใหญ่แล้ว อาการปวดต้นคอมักมีสาเหตุมาจากการจัดวางท่าทางไม่ถูกต้อง รวมทั้งภาวะกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น การตั้งศีรษะให้ตรง อยู่ตรงกลางตามแนวกระดูกสันหลังคือวิธีป้องกันอาการดังกล่าว ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • จัดท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อยืนหรือนั่งควรให้ไหล่ตั้งตรงอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก เช่นเดียวกับใบหูที่อยู่เหนือไหล่ในแนวเดียวกัน
  • ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ไม่ควรนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
  • จัดโต๊ะทำงาน โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ปรับเก้าอี้ให้นั่งแล้วหัวเข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย และใช้เก้าอี้ทำงานที่มีที่พักแขน
  • ไม่ควรคุยโทรศัพท์โดยแนบไว้ระหว่างไหล่กับหู ควรเปิดลำโพงหรือใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์แทน
  • หยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เสี่ยงเกิดอาการปวดต้นคอได้สูง
  • ไม่ควรแบกหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
  • ควรนอนให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย โดยใช้หมอนเล็กๆ รองคอไว้ นอนราบให้หลังติดที่นอนและใช้หมอนรองต้นขาให้สูงขึ้น