ท้องเสีย

ความหมาย ท้องเสีย

ท้องเสีย หรือ อุจจาระร่วง (Diarrhea) เป็นอาการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่าปกติ หรือในบางครั้งถ่ายเป็นมูกปนเลือด มักเกิดจากการติดเชื้อหรือภาวะอาหารเป็นพิษ หลังจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าไป โดยอาการจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ในบางรายอาจอาการเรื้อรังเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) หรือโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)   

อาการท้องเสีย

อาการของโรคที่พบได้บ่อย จะมีการถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป ถ่ายบ่อยกว่าปกติของแต่ละคน หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่านั้นภายใน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อ่อนเพลีย รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว และมีไข้

ถึงแม้ท้องเสียมักจะเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรง แต่อาจสร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วยและเป็นเรื้อรังจนก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาในภายหลัง ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้     

  • เกิดภาวะขาดน้ำหรือมีอาการท้องเสียมากกว่า 2 วัน สำหรับเด็กเล็กหรือทารกหากมีอาการเกิน 1 วัน ควรรีบพาไปพบแพทย์ เนื่องจากเสี่ยงกับการเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการปวดอย่างรุนแรงในช่องท้องหรือทวารหนัก
  • ไข้ขึ้นสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
  • ถ่ายอุจจาระมีเลือดหรืออุจจาระเป็นสีดำ

ท้องเสีย rs

สาเหตุของท้องเสีย

โดยปกติลำไส้จะดูดซึมสารอาหารในรูปแบบของเหลวจากสิ่งที่รับประทานเข้าไปในร่างกายจนเหลือแต่กากใยทิ้งไว้ แต่เมื่อเกิดอาการท้องเสียขึ้น ทำให้ลำไส้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ สารอาหารเหล่านั้นจึงไม่ถูกดูดซึมและถูกขับออกมาจากร่างกาย

การถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นมูกเลือดนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ แบ่งออกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ดังต่อไปนี้

ท้องเสียแบบเฉียบพลัน

อาการท้องเสียแบบเฉียบพลับมักเกิดจากโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อปรสิต ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรียที่มักปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร และก่อให้เกิดอาการท้องเสียตามมา ได้แก่ เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เชื้อซาลโมเนลลา เชื้อชิเกลลา และเชื้ออีโคไล
  • การติดเชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิดที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย เช่น โรต้าไวรัส โนโรไวรัส ไซโตเมกาโลไวรัส เฮอร์พีส์ซิมเพล็กซ์ไวรัส ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น โดยโรต้าไวรัสเป็นสาเหตุของการเกิดอาการท้องเสียในเด็กมากที่สุด ซึ่งสามารถหายได้ภายใน 3-7 วัน แต่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการย่อยและดูดซึมแล็กโทสที่พบในน้ำนมได้
  • การได้รับเชื้อปรสิต เชื้อปรสิตสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน และอาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหารของคนเรา เชื้อปรสิตที่มักพบ คือ เชื้อไกอาเดีย เชื้อแอนตามีบาฮิสโตลิติกาหรือเชื้อบิดอะมีบา และเชื้อคริปโตสปอริเดียม

นอกจากนี้ อาการท้องเสียที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น อาการวิตกกังวล การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเกินไป การแพ้อาหารบางชนิด ไส้ติ่งอักเสบ หรือเยื่อบุลำไส้เสียหายจากการฉายรังสี เป็นต้น

ท้องเสียแบบเรื้อรัง

อาการท้องเสียที่เกิดขึ้นติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป จะถือเป็นอาการท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่อไปนี้

  • โรคในระบบทางเดินอาหารและโรคลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคโครห์น โรคลำไส้อักเสบ โรคเซลิแอคหรือแพ้กลูเตน โรคลำไส้แปรปรวน โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
  • อาหาร บางคนอาจมีปัญหาในการย่อยสารอาหารบางประเภท อย่างการขาดน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแล็กโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบมากในนมหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม นอกจากนี้ การรับประทานสารทดแทนความหวานในปริมาณมากก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน
  • การตอบสนองต่อยาบางประเภท ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคมะเร็ง รวมถึงยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้
  • การผ่าตัด อาการท้องเสียอาจเกิดขึ้นหลังจากเข้ารับการผ่าตัดบางชนิด อย่างการผ่าตัดลำไส้ หรือการผ่าตัดนำถุงน้ำดีออกไป

การวินิจฉัยอาการท้องเสีย

กรณีที่อาการของโรคไม่รุนแรง ในขั้นแรกแพทย์จะซักถามประวัติทางการแพทย์ สอบถามถึงอาการป่วย และตรวจร่างกายเบื้องต้นอย่างการตรวจความดันโลหิต แต่หากอาการรุนแรงหรือสาเหตุของโรคไม่ชัดเจน แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ดังนี้

การตรวจเลือด ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยจะถูกนำไปตรวจสอบ เพื่อหาสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย

การตรวจอุจจาระ ผู้ป่วยจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระของตนเอง เพื่อให้ทางแพทย์นำไปตรวจหาเลือด เชื้อโรค หรือสัญญาณของโรคที่อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร คือ การสอดกล้องเข้าไปทางปากแล้วตรวจอวัยวะต่าง ๆ ของระบบย่อยอาหาร เพื่อหาสาเหตุของอาการท้องเสีย

การรักษาอาการท้องเสีย

กรณีที่ผู้ป่วยท้องเสียอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเฉพาะ เพราะอาการป่วยจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองตามลำดับ แต่ผู้ป่วยก็ควรดื่มน้ำมาก ๆ หรือดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป นอกจากนี้ การรับประทานยาเพื่อหยุดอาการท้องเสียตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อาจช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่ไม่ควรรับประทานยาประเภทนี้ในกรณีที่ท้องเสียจากการติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยมักมีไข้และถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เนื่องจากจะเป็นการกักเก็บเชื้อโรคหรือของเสียไว้ในลำไส้ ทำให้อาการท้องเสียหายได้ช้าลงหรือแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ในการรับประทานยาแต่ละชนิดเสมอ นอกจากนี้ หากพบว่าอาการท้องเสียเกิดจากโรคหรือความผิดปกติที่ค่อนข้างร้ายแรงอย่างโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารคอยดูแล เพื่อวางแผนการรักษาโรคหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ที่ท้องเสียควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง โดยเฉพาะสัญญาณของภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบอื่น ๆ ในร่างกาย และถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในเกิดความเสียหาย หากมีอาการรุนแรง ร่างกายจะเกิดอาการช็อกและหมดสติได้ สำหรับผู้ใหญ่ ให้ระวังสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะขาดน้ำ เช่น กระหายน้ำอย่างมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติและมีสีเข้ม ผิวแห้ง อ่อนเพลีย และวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น ส่วนในทารกและเด็กเล็ก จะพบว่ามีอาการปากและลิ้นแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ไม่ปัสสาวะเลยภายใน 3 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ตาลึกโบ๋ มีไข้สูง และมีอาการกระสับกระส่ายหรือหงุดหงิด ซึ่งการรักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในเบื้องต้นทำได้โดยดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รวมถึงรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมแร่ธาตุและวิตามินแก่ร่างกาย ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส โดยทารกและเด็กเล็กเป็นวัยที่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ แต่สามารถดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอสสำหรับเด็กได้

นอกจากนั้น ผู้ป่วยควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอาหารเป็นหลัก โดยเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ผ่านกระบวนการผลิตอย่างถูกสุขลักษณะ และเน้นอาหารที่ย่อยง่ายอย่างโจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป หรือขนมปัง และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง อาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มคาเฟอีน ของหวาน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม และอาหารรสจัด เมื่อเริ่มมีอาการดีขึ้นก็อาจรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์ชนิดที่ดีหรือโปรไบโอติกอย่างโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ซึ่งมีส่วนช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ดี

ภาวะแทรกซ้อนของอาการท้องเสีย

ผู้ป่วยท้องเสียส่วนใหญ่มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา แต่คนบางกลุ่มอย่างหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อไปนี้มากกว่าปกติ

  • ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่
  • โรคลำไส้แปรปรวน
  • ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง
  • กลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกยูรีเมีย หากท้องเสียจากการติดเชื้อบางชนิด
  • ร่างกายส่วนอื่นตอบสนองต่อการติดเชื้อในทางเดินอาหารจนเกิดการอักเสบตามไปด้วย
  • การติดเชื้อลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย

การป้องกันอาการท้องเสีย

ท้องเสียเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ซึ่งการติดเชื้อในทางเดินอาหารจัดเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย ดังนั้น การรักษาความสะอาดและเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยจึงเป็นการป้องกันการติดเชื้อที่นำไปสู่ภาวะท้องเสียได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นเหล่านี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหารหรือสัมผัสกับอาหาร หลังการเข้าห้องน้ำ หรือจับสิ่งสกปรกอื่น ๆ เพื่อป้องกันแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ ควรใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เลือกรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง เช่น รับประทานของร้อน อาหารที่สะอาด สดใหม่ หลีกเลี่ยงผักผลไม้สดที่ล้างไม่สะอาด เนื้อสัตว์ดิบ และผลิตภัณฑ์ประเภทนม เป็นต้น
  • ไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนาน ๆ ควรเก็บเข้าตู้เย็น เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
  • ควรทำความสะอาดบริเวณที่มีการเตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการล้างมือให้สะอาด ขณะเตรียมอาหาร
  • เลือกดื่มน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ