
Oct 11, 2017 at 06:40 AM

Oct 11, 2017 at 06:40 AM

Oct 11, 2017 at 08:38 AM
สวัสดีค่ะ คุณ midori,
หากเป็นการแพ้ยาแบบปฏิกิริยาชนิดที่ 1 จะเกิดเป็นผื่นแบบลมพิษ คือเป็นผื่นนูนแดง และคัน อาจมีหนังตาบวม ปากบวม หน้าบวม ชีพจรเต้นเร็ว และอาจมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นได้ หรืออาจรุนแรงจนเกิดหลอดลมหดเกร็ง หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ และช็อกได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ดังนั้นยา bactrim กับ ciprofloxacin ที่ทานไปเมื่อ 1 สัปดาห์แล้วนั้น จึงไม่ใช่สาเหตุของการแพ้ยาในรูปแบบนี้ ส่วนการแพ้แบบปฏิกิริยาชนิดที่ 2 จะเกิดเป็นจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง และเกิดภายใน 1 วันหลังทานยา ในการแพ้แบบปฏิกิริยาชนิดที่ 3 จะเกิดเป็นหลอดเลือดอักเสบและจะเกิดภายในไม่เกิน 7 วัน
สำหรับยาไทลินอล ตัวยาคือพาราเซตามอล ซึ่งหากคุณ midori เคยทานมาก่อนเวลาที่มีไข้ ปวดหัว ก็ไม่น่าใช่อาการแพ้ยาจากพาราเซตามอลค่ะ
แต่หากเป็นการแพ้ยาแบบปฏิกิริยาชนิดที่ 4 สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 7-20 วันหลังจากรับยา แต่ลักษณะของผื่นจะเป็นผื่นนูนแดง หรือตุ่มน้ำใส มีน้ำเหลืองเยิ้ม ต่อมาผื่นจะแห้งตกสะเก็ดและมีอาการคัน แต่มักจะไม่มีไข้ร่วมด้วย
ดังนั้นอาการมีไข้ ปวดหัว และมีผื่นขึ้นทั่วตัวนั้น จึงอาจเป็นการแพ้ยา แบบปฏิกิริยาชนิดที่ 4 ของยา bactrim กับ ciprofloxacin ก็ได้ หรืออาจเกิดจากโรคติดเชื้อชนิดต่างๆ ก็ได้ เช่น ไข้ออกผื่นจากเชื้อไวรัสต่างๆ อีสุกอีใส หัดเยอรมัน เป็นต้น
หากหยุดการทานยา bactrim กับ ciprofloxacin ไปแล้ว ร่วมกับทานยาแก้แพ้ที่คุณหมอให้ไปแล้ว 2-3 วัน แต่อาการของผื่นยังไม่ดีขึ้น คือยังเกิดผื่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้งค่ะ

Oct 11, 2017 at 04:01 PM

Oct 11, 2017 at 06:07 PM
หากอาการดีขึ้น ไม่ควรมีผื่นใหม่เกิดขึ้นอีก ผื่นเดิมที่เป็นควรเริ่มยุบลง หรือสีจางลง อาการคันลดลง ไม่มีอาการอื่นๆ เกิดร่วมอีกค่ะ

Oct 11, 2017 at 08:04 PM