ถามแพทย์

  • เลือดออกหลังมีประจำเดือนและมีเพศสัมพันธ์ 1 สัปดาห์ ไม่ปวดท้อง บางครั้งเลือดออกมาปนกับปัสสาวะ เกิดจากอะไร

  •  ฟหกด
    สมาชิก
    หลังจากประจำเดือนหมด 1 วันเราก็มีเพศสัมพันธ์แบบใส่ถุงยางค่ะ หลังมีเพศสัมไม่มีเลือดออกมาแต่ตอนมีมีอาการเจ็บช่วงกลางๆถึงปากช่องคลอดค่ะ(เราเพิ่งมีเพศสัมเป็นครั้งที่ 2) ไม่มีการปวดท้องและอาการอื่นๆ - หลังจากนั้น 4 วันก็มีเลือดสีออกส้มๆจางๆออกมานิดเดียวค่ะ - เว้นไป 1 วันก็มีเลือดสีเหมือนเดิมไหลนิดเดียวตอนเช้า พอตอนบ่ายมีเลือดสีน้ำตาลออกมาติดกางเกงในพร้อมกับมีเยื่อสีน้ำตาลเล็กๆติดอยู่ด้วย - วันต่อมาก็มีเลือดสีน้ำตาลอ่อนมากๆไหลออกมาพร้อมเมือกสีใส - เว้นไปอีก 1 วันมีเลือดสีน้ำตาลอ่อนถึงส้มพร้อมกับจุดสีแดงไหลออกมาตอนบ่าย(ตอนนั้นเบ่งถ่ายหนักด้วย) แล้วตอนหัวค่ำก็มีเลือดสีน้ำตาลหยดอีกแต่ครั้งนี้ไม่มีจุดแดงค่ะ **ทั้งหมดที่มีอาการเลือดออกไม่มีอาการปวดท้องใดๆค่ะ แล้วก็มีเวลาปัสสาวะมีเยื่อสีขาวและน้ำตาลหลุดออกมาบ้าง ก่อนหน้านี้ตอนเป็นประจำเดือนมีภาวะเครียด ปจดมาช้ากว่ารอบนับ(30วัน)2 วัน มาน้อยกว่าปกตินิดหน่อย แต่มานานกว่าปกติ 1 วัน(ปกติมา 5 วันครั้งนี้มา 6 วัน) แล้วก็มีอาการปัสสาวะขัด,แสบ,ไหลน้อยและเบาเป็นๆหายๆมาประมาณ 1 เดือนค่ะ อยากทราบว่าเป็นอะไรหรอคะ
    ฟหกด  พญ.นรมน
    แพทย์

     สวัสดีค่ะคุณ ฟหกด

    อาการมีเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือนดังกล่าวมานั้น อาจจะมีสาเหตุมาจาก การฉีกขาดของอวัยวะเพศภายนอกหรือในช่องคลอด การติดเชื้อที่ช่องคลอดหรือปากมดลูก เนื้องอกที่ปากมดลูกหรือมดลูก ถุงน้ำรังไข่ชนิดสร้างฮอร์โมน หากเกิดหลังการมีเพศสัมพันธ์แค่ 4 วัน ยังนึึกถึงสาเหตุที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์เช่นเลือดตามหลังการปฏิสนธิ หรือภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เช่นแท้งหรือท้องนอกมดลูกได้น้อยค่ะ

    หากเป็นเลือดที่ปนออกมากับปัสสาวะ  ร่วมกับมีปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย อาจนึกถึงสาเหตุเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือติดเชื้อได้เช่นกัน

    เบื้องต้นงดการมีเพศสัมพันธ์ไปก่อน ไม่สวนล้างช่องคลอด ยังไม่ซื้อยาปรับฮอร์โมนใดๆมาใช้เอง สังเกตเลือดที่ออก หากออกมาอย่างต่อเนื่อง หรือออกมาเป็นลิ่ม ออกมาปนกับปัสสาวะ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม