
Oct 13, 2020 at 04:04 PM

Oct 13, 2020 at 04:04 PM

Oct 13, 2020 at 04:20 PM
สวัสดีค่ะ คุณ Dechatorn Pakdeewatanakul,
การมีผื่นแดง ตุ่มน้ำใส อาจเกิดจาก
1. โรคอีสุกอีใส ซึ่งมักจะมีอาการคล้ายกับอาการของไข้หวัดนำมาก่อน เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ต่อมาผื่นจะขึ้นตามร่างกาย รวมถึงใบหน้า โดยจะเริ่มจากการเป็นผื่นเม็ดสีแดงก่อน และจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสและตกสะเก็ดแห้งไป ทั้งนี้ หากผื่นไม่ได้เกิดทั่วตัว โดยเกิดเฉพาะใบหน้าและศีรษะเพียงซีกเดียว ก็ไม่ใช่โรคอีกสุกอีใส
2. หากเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว ผื่นที่เป็นตุ่มน้ำใส ก็จะเป็นผื่นของโรคงูสวัด ซึ่งเป็นการกำเริบของเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสนั่นเอง โดยผื่นของงูสวัดจะเป็นแค่เฉพาะที่เพียงซีกเดียวของร่างกาย ไม่ได้เป็นทั่วตัวแบบอีสุกอีใส และมีอาการปวด แสบร้อนบริเวณที่เป็นผื่นร่วมด้วย รวมถึงอาจมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมด้วยได้
3. การโดนด้วงก้นกระดกกัด มักพบเป็นผื่นแดงเหมือนรอยไหม้เป็นแนวเส้นยาว ร่วมกับผื่นที่เป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กๆ และมีอาการคัน ร่วมกับแสบร้อนคล้ายผื่นของโรคงูสวัดได้
4. ผื่นแพ้สัมผัสจากสารระคายเคืองต่างๆ แต่มักมีอาการคันร่วมด้วย
5. การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ก็ทำให้เป็นผื่นที่เป็นตุ่มน้ำใสในระยะแรกได้ โดยต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง ผิวหนังบริเวณรอบๆ จะบวมแดงอักเสบ มักมีอาการไข้และปวดเมื่อยร่วมด้วย
สำหรับโรคเริมนั้น จะพบเป็นที่ริมฝีปาก ในช่องปาก และบริเวณอวัยวะเพศ จะไม่ได้พบตามผิวหนังบริเวณใบหน้า ศีรษะและลำตัวค่ะ
ทั้งนี้ หากได้รับการตรวจผื่น โดยการเจาะไปตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่ามี multinucleated giant cells แสดงว่าเข้าได้กับการติดเชื้อไวรัสโรคงูสวัดค่ะ ส่วนการตรวจ Gram stain พบ few PMNs (polymorphonuclar cells) และ moderate gram prositive cocci (chain) ไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติอะไร เป็นเพียงเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่พบได้ตามผิวหนังค่ะ
ดังนั้น โรคที่เป็นอยู่ น่าจะเข้าได้กับโรคงูสวัด ซึ่งการรักษาให้ผื่นของโรคหายไปเร็วคือการทานยาต้านไวรัสค่ะ ส่วนยาอื่นๆ ก็จะช่วยลดอาการเจ็บ ปวดที่เป็นอยู่ค่ะ