ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad

ชาที่นิ้วก้อยซ้ายมา 1 สัปดาห์ เกิดหลังจากยืดและเกร็งแขน ควรไปพบแพทย์ไหม

Luke Srivanithvisedสมาชิก

Jan 06, 2020 at 08:15 AM

ผมมีอาการชาที่นิ้วก้อยซ้ายมา1อาทิตย์แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าใช่สาเหตุไหมแต่ผมเริ่มมีอาการตั้งแต่ตอนที่ผมกำลังยืดและเกร็งแขน แล้วบริเวณข้อศอกมีเสียงดังแก๊ะแล้วรู้สึกเจ็บนิดนึงและหาย ซักพักหลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกชาเหมือนเวลานั้งนานๆที่นิ้วก้อย

ผมเลยอยากสอบถามว่าอาการแบบนี้จะหายเองได้ไหม หรือ ผมควรที่จะไปพบกับแพทย์เลยดี

ขอบคุณครับ

แพทย์หญิงสลิล ศิริอุดมภาส แพทย์

Jan 06, 2020 at 08:36 AM

สวัสดีค่ะ คุณ Luke Srivanithvised,

                   อาการชาที่นิ้ว เกิดจากเส้นประสาทที่อยู่บริเวณนิ้วมือเกิดการทำงานผิดปกติ โดยอาจเกิดจาก

                   - เส้นประสาทอัลนาร์ที่ข้อมือถูกกดทับหรือบีบรัด (Ulnar Nerve Entrapment) แต่มักจะทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย ไม่น่าเกิดที่นิ้วก้อยเพียงนิ้วเดียว

                  - เส้นประสาทเรเดียลที่ข้อมือถูกกดทับหรือบีบรัด (Carpal Tunnel Syndrome) จากพังผืดที่เกิดขึ้นที่บริเวณข้อมือ แต่จะทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ไม่ใช่นิ้วก้อย

                  -  มีซีสต์ที่ข้อมือ ทำให้เส้นประสาทที่ข้อมือถูกดทับ แต่ก็มักจะชาหลายนิ้ว

                   - เคยมีกระดูกบริเวณนิ้วมือหักมาก่อน

                   - ภาวะกระดูกคอทับเส้นประสาท จากการมีกระดูกสันหลังคอหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แต่มักมีอาการปวดคอและบ่าร่วมด้วย และอาจร้าวไปถึงไหล่และท้ายทอย และมีอาการชาที่มือ ซึ่งมักเป็นทั้งมือ

                   - โรคเบาหวาน จะทำให้เกิดเส้นประสาทเกิดความเสียหายโดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า ทำให้มักมีอาการชาปลายนิ้วมือ รวมถึงนิ้วเท้าด้วย มักเป็นหลายนิ้ว

                   - โรคเรย์นอด (Raynaud’s Disease) เป็นโรคของหลอดเลือดแดงเล็กที่อยู่ในนิ้วเกิดการหดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงปลายนิ้ว จึงเกิดอาการชาได้ แต่มักเกิดอาการในหลายๆ นิ้ว

                  - การดื่มแอลกอฮอล์มากไป ทำให้ปลายประสาทเสื่อมได้

                  - การติดเชื้อ HIV ซิฟิลิส โรคเรื้อน แต่ก็จะมีอาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง

                  - โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) แต่ก็จะมีอาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง

                  -  ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน แต่ก็จะต้องมีอาการชาหลายที่

                 -  ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การทำเคมีบำบัด

                 - ขาดวิตามิน B-12

                  เป็นต้น

                 ส่วนการยืดและเกร็งแขน หากทำรุนแรงไป อาจมีผลต่อเส้นประสาทได้ แต่ก็น่าจะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป ไม่น่าเป็นต่อเนื่อง 

                  ดังนั้น หากอาการชา ยังคงเป็นต่อเนื่อง ก็ควรไปพบอายุรแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ

                 ในเบื้องต้น อาจใช้การประคบร้อนเพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น พยายามขยับนิ้วมือบ่อย ๆ ร่วมกับการสะบัดข้อมือ หมุนแขน หมุนไหล่ เพื่อไม่ให้เกิดการกดทับของเส้นประสาท ไม่ทำงานที่ส่งผลให้มีอาการชามากขึ้น ไม่ใช้มือในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน งดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

แพทย์หญิงสลิล ศิริอุดมภาส แพทย์

Jan 06, 2020 at 08:37 AM

สวัสดีค่ะ คุณ Luke Srivanithvised,

                   อาการชาที่นิ้ว เกิดจากเส้นประสาทที่อยู่บริเวณนิ้วมือเกิดการทำงานผิดปกติ โดยอาจเกิดจาก

                   - เส้นประสาทอัลนาร์ที่ข้อมือถูกกดทับหรือบีบรัด (Ulnar Nerve Entrapment) แต่มักจะทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย ไม่น่าเกิดที่นิ้วก้อยเพียงนิ้วเดียว

                  - เส้นประสาทเรเดียลที่ข้อมือถูกกดทับหรือบีบรัด (Carpal Tunnel Syndrome) จากพังผืดที่เกิดขึ้นที่บริเวณข้อมือ แต่จะทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ไม่ใช่นิ้วก้อย

                  -  มีซีสต์ที่ข้อมือ ทำให้เส้นประสาทที่ข้อมือถูกดทับ แต่ก็มักจะชาหลายนิ้ว

                   - เคยมีกระดูกบริเวณนิ้วมือหักมาก่อน

                   - ภาวะกระดูกคอทับเส้นประสาท จากการมีกระดูกสันหลังคอหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แต่มักมีอาการปวดคอและบ่าร่วมด้วย และอาจร้าวไปถึงไหล่และท้ายทอย และมีอาการชาที่มือ ซึ่งมักเป็นทั้งมือ

                   - โรคเบาหวาน จะทำให้เกิดเส้นประสาทเกิดความเสียหายโดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า ทำให้มักมีอาการชาปลายนิ้วมือ รวมถึงนิ้วเท้าด้วย มักเป็นหลายนิ้ว

                   - โรคเรย์นอด (Raynaud’s Disease) เป็นโรคของหลอดเลือดแดงเล็กที่อยู่ในนิ้วเกิดการหดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงปลายนิ้ว จึงเกิดอาการชาได้ แต่มักเกิดอาการในหลายๆ นิ้ว

                  - การดื่มแอลกอฮอล์มากไป ทำให้ปลายประสาทเสื่อมได้

                  - การติดเชื้อ HIV ซิฟิลิส โรคเรื้อน แต่ก็จะมีอาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง

                  - โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) แต่ก็จะมีอาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง

                  -  ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน แต่ก็จะต้องมีอาการชาหลายที่

                 -  ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การทำเคมีบำบัด

                 - ขาดวิตามิน B-12

                  เป็นต้น

                 ส่วนการยืดและเกร็งแขน หากทำรุนแรงไป อาจมีผลต่อเส้นประสาทได้ แต่ก็น่าจะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป ไม่น่าเป็นต่อเนื่อง 

                  ดังนั้น หากอาการชา ยังคงเป็นต่อเนื่อง ก็ควรไปพบอายุรแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ

                 ในเบื้องต้น อาจใช้การประคบร้อนเพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น พยายามขยับนิ้วมือบ่อย ๆ ร่วมกับการสะบัดข้อมือ หมุนแขน หมุนไหล่ เพื่อไม่ให้เกิดการกดทับของเส้นประสาท ไม่ทำงานที่ส่งผลให้มีอาการชามากขึ้น ไม่ใช้มือในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน งดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มเติม