ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad

ฝังยาคุมชนิด 3 ปี ฝังมาแล้ว 2 ปี เข้าปีที่ 2 ประจำเดือนกระปริบกระปรอยและเริ่มขาด เกิดจากอะไร

Kachamas Miewสมาชิก

Mar 29, 2020 at 01:45 PM

สวัสดีค่ะ ฉันฝังยาคุมชนิด 3 ปี ฝังมาแล้ว 2 ปี ช่วงปีแรกประจำเดือนมาปกติ มีเลือดออกกะปริบกะปรอยตลอดเวลา แต่พอจะเข้าปีที่ 2 ประจำเดือนเริ่มขาด เลือดกะปริบกะปรอยเริ่มไม่มี จากนั้นประจำเดือนก็ไม่มาเลย ตอนนี้เกือบ7เดือนแล้วค่ะ เกิดจากอะไรคะ ตอนนี้กังวลมาก
น.พ. วรณัฐ ปกรณ์รัตน์ แพทย์

Mar 29, 2020 at 02:00 PM

สวัสดีครับ คุณ Mi Miew

ยาคุมกำเนิดแบบฝังนั้นจะออกฤทธิ์ด้วยการปล่อยสารฮอร์โมนเพศหญิงออกมาเพื่อให้ถึงระดับคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้น ตามสถิติแล้ว เมื่อฝังยาคุมกำเนิดแล้ว โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยมากๆ คือมีโอกาสน้อยกว่า 1% ครับ

เนื่องจากยาคุมกำเนิดนั้นสร้างระบบฮอร์โมนเพศหญิงแบบใหม่ ผู้ใช้หลายท่านจึงอาจพบผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือ ประจำเดือนขาด ได้ครับ  อย่างไรก็ดี หากประจำเดือนขาดไป 7 เดือนแล้ว ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยมากก็ตามทีครับ

หากตรวจไม่พบการตั้งครรภ์ สาเหตุอื่นๆที่อาจส่งผลให้ประจำเดือนขาดก็ได้แก่ รังไข่ทำงานผิดปกติ เช่น โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ  ความเครียด น้ำหนักลด ฮอร์โมนธัยรอยด์ต่ำ เป็นต้นครับ

ดังนั้น หากตรวจไม่พบการตั้งครรภ์และประจำเดือนยังขาดต่อเนื่อง ก็ควรพบแพทย์นรีเวช เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไปครับ

น.พ. วรณัฐ ปกรณ์รัตน์ แพทย์

Mar 29, 2020 at 02:00 PM

สวัสดีครับ คุณ Mi Miew

ยาคุมกำเนิดแบบฝังนั้นจะออกฤทธิ์ด้วยการปล่อยสารฮอร์โมนเพศหญิงออกมาเพื่อให้ถึงระดับคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้น ตามสถิติแล้ว เมื่อฝังยาคุมกำเนิดแล้ว โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยมากๆ คือมีโอกาสน้อยกว่า 1% ครับ

เนื่องจากยาคุมกำเนิดนั้นสร้างระบบฮอร์โมนเพศหญิงแบบใหม่ ผู้ใช้หลายท่านจึงอาจพบผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือ ประจำเดือนขาด ได้ครับ  อย่างไรก็ดี หากประจำเดือนขาดไป 7 เดือนแล้ว ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยมากก็ตามทีครับ

หากตรวจไม่พบการตั้งครรภ์ สาเหตุอื่นๆที่อาจส่งผลให้ประจำเดือนขาดก็ได้แก่ รังไข่ทำงานผิดปกติ เช่น โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ  ความเครียด น้ำหนักลด ฮอร์โมนธัยรอยด์ต่ำ เป็นต้นครับ

ดังนั้น หากตรวจไม่พบการตั้งครรภ์และประจำเดือนยังขาดต่อเนื่อง ก็ควรพบแพทย์นรีเวช เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไปครับ

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มเติม