ประจำเดือน มาปกติหรือมาไม่ปกติ

ประจำเดือนหรือรอบเดือน คือ เลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดผู้หญิงในแต่ละเดือนอันเป็นผลมาจากการตกไข่ที่ไม่ได้รับการผสม แม้แต่ละเดือนจะมีรอบเดือนตามปกติ แต่อาจมีบางอาการที่เป็นสัญญาณการเจ็บป่วยที่ไม่ปกติซ่อนอยู่

ประจำเดือน

ในแต่ละเดือน ร่างกายของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีฮอร์โมนจากสมองควบคุมกระบวนการเกิดประจำเดือนทำให้มีการตกไข่ และมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน กับโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศ เพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ อย่างการสร้างเนื้อเยื่อที่ผนังมดลูกให้หนาขึ้น แต่หากไข่ที่ตกไม่ได้รับการปฏิสนธิกับสเปิร์มของเพศชาย เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านี้ก็จะหลุดลอกออกและไหลออกมาจากช่องคลอดในรูปของเลือด โดยกระบวนการนี้ใช้รอบเวลาในการเกิดโดยเฉลี่ยประมาณ 28 วัน อาจมาก่อนหรือหลังเล็กน้อย โดยทั่วไปรอบประจำเดือนของผู้หญิงจึงอยู่ในช่วง 21-35 วัน

ประจำเดือนมาปกติ

ผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ โดยช่วงเวลาที่มีประจำเดือนในแต่ละครั้ง คือ ประมาณ 3-8 วัน ประจำเดือนจะมามากที่สุดภายใน 2 วันแรก เลือดประจำเดือนอาจมีสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีดำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะประจำเดือนที่มีสีคล้ำ คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเก่าที่ถูกขับออกมาเท่านั้น

โดยทั่วไป สามารถเตรียมตัวรับมือและรู้ถึงวันที่จะมีประจำเดือนโดยคร่าว ๆ ได้ด้วยการจดบันทึกวันแรกที่ประจำเดือนมา หากประจำเดือนมาตามปกติ จะมาในวันเดียวกันของเดือนถัดไป หรืออาจคลาดเคลื่อนจากวันเดิมเพียงเล็กน้อย

ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงสามารถสังเกตสัญญาณบางอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มอาการอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงวันที่มีการตกไข่ได้ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ท้องอืด ท้องผูกหรือท้องเสีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ เจ็บหน้าอก หน้าอกขยาย หิวง่าย อยากอาหาร รับประทานมากกว่าปกติ น้ำหนักขึ้น อารมณ์แปรปรวน ความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน

ประจำเดือนมาไม่ปกติ

หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ มามาก มาน้อย มาช้า หรือมีอาการก่อนประจำเดือนมาที่ผิดปกติ อย่างปวดท้องมาก ปวดหัว หรือมีเลือดไหลที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน

อาการบางอย่างอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน แต่อาการบางอย่างอาจเป็นสัญญาณสำคัญของโรคหรืออาการเจ็บป่วยอย่างอื่น ซึ่งควรไปปรึกษาแพทย์หากพบอาการดังต่อไปนี้

  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลียมาก แม้ทำกิจกรรมธรรมดา
  • วิงเวียนศีรษะ
  • หน้าซีด ตัวซีด
  • มีประจำเดือนที่ผิดไปจากปกติ เช่น
    • ปวดท้องมากกว่าปกติที่เคยเป็นในแต่ละเดือน
    • ปวดบริเวณท้องช่วงล่างลงมา
    • ประจำเดือนมานานกว่า 7 วัน
    • ประจำเดือนมาบ่อยกว่าเดือนละครั้ง
    • ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือดหรือเป็นก้อนเลือดหนา
    • ประจำเดือนมามากจนเลอะที่นอนหรือเสื้อผ้า และต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
    • ประจำเดือนไม่มานานกว่า 2 รอบเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • ประจำเดือนไม่มานานกว่า 2 รอบเดือน ทั้ง ๆ ที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง
    • มีเลือดไหลก่อนถึงกำหนดการมีประจำเดือน หรือหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • อายุ 14 ปี แต่ไม่มีทรวงอกหรือขนอวัยวะเพศ
  • อายุ 16 ปี แต่ประจำเดือนยังไม่มา

วิธีรับมือเมื่อประจำเดือนมาไม่ปกติ

ด้วยสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน กลุ่มอาการจากประจำเดือนของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน นั่นคือเหตุผลที่บางครั้งบางอาการก็ไม่ใช่สัญญาณที่เป็นอันตรายของโรคอื่นเสมอไป และสามารถรักษาดูแลให้ดีขึ้นได้ด้วยตนเอง แต่หากอาการยังคงอยู่เช่นเดิม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

ช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป ประจำเดือนมาก่อนกำหนด มาหลังกำหนด หรือจำนวนวันที่มีประจำเดือนเปลี่ยนไป อาจมาจากหลายปัจจัย วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุด้วย เช่น ความเครียด น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง และการออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินพอดีล้วนส่งผลต่อระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย ฮอร์โมนที่ไม่สมดุลจะกระทบต่อกระบวนการต่าง ๆ รวมทั้งการมีประจำเดือนด้วย ดังนั้น ปัญหาประจำเดือนที่เกี่ยวกับช่วงเวลาสามารถรักษาได้ด้วยการจัดการความเสี่ยง ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ และกลับมามีประจำเดือนตามกำหนดอย่างที่ควรจะเป็น

ปวดประจำเดือนมาก อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการที่มดลูกขับเลือดประจำเดือนออกมา เป็นอาการปกติที่พบได้ หากรู้สึกปวดมากกว่าที่เคยเป็น ในเบื้องต้นสามารถรับประทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล หรือไอบูโปรเฟน ใช้ถุงน้ำร้อนประคบ นวดเบา ๆ บริเวณท้องช่วงล่าง หรืออาบน้ำแช่น้ำอุ่นเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวด แต่หากเวลาผ่านไปแล้วอาการยังไม่ทุเลาควรไปพบแพทย์

หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่ามีอาการปวดมากกว่าปกติแต่ไม่ได้เป็นอาการปวดจากโรคและความผิดปกติอย่างอื่น แพทย์จะให้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ที่นอกจากจะมีผลต่อการคุมกำเนิด ยังสามารถบรรเทาอาการปวดในแต่ละเดือน และส่งผลให้ประจำเดือนมาตรงตามกำหนดได้ด้วย โดยต้องรับประทานตามวิธีการที่ถูกต้องตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น

ประจำเดือนมามากกว่าปกติ แม้ทุกเดือนผู้หญิงต้องเสียเลือดจากการมีประจำเดือน แต่ในบางรายอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกินกว่าที่คิด อย่างในผู้ที่เป็นโลหิตจาง หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ การเสียเลือดในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ยาที่มีผลรักษาอาการประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งต้องรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์และมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น คือ

  • ยาคุมกำเนิดทั้งแบบยาเม็ดรับประทานและยาฉีดคุมกำเนิด
  • ยากรดทราเนซามิก (Tranexamic acid) ที่ใช้ต้านกลไกการสลายลิ่มเลือด ลดอาการเลือดออกมาก ส่วนประจำเดือนที่มามากผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกภายในมดลูก ควรสังเกตบันทึกอาการและความบ่อยในการเปลี่ยนผ้าอนามัยก่อนไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจทำการรักษาด้วยการจ่ายยา หรือทำการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกมาจากมดลูกต่อไป

ประจำเดือนไม่มา ปกติประจำเดือนอาจจะคลาดเคลื่อนจากกำหนดไม่กี่วัน แต่หากประจำเดือนขาดเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ควรใช้ชุดตรวจการตั้งครรภ์ตรวจดูผล แต่หากไม่ปรากฏการตั้งครรภ์ และประจำเดือนขาดเกินกว่า 2 เดือน อาจมีสาเหตุสำคัญทางร่างกาย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา

ในกรณีวัยรุ่นที่ยังไม่มีประจำเดือนแม้จะมีอายุเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหน้าอกไม่ขยายใหญ่ขึ้นหรือไม่มีขนในที่ลับ อาจเป็นสัญญาณของการเจริญเติบโตตามวัยที่ผิดปกติ ควรไปพบแพทย์และไม่ควรรับประทานยาหรือฮอร์โมนเพื่อเร่งให้มีประจำเดือนโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์

นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ตามวัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานตามปกติ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

งดสูบบุหรี่ ออกกำลังอย่างพอดี เสริมด้วยกิจกรรมสันทนาการสร้างความผ่อนคลายแก่ร่างกายและจิตใจ เช่น การเล่นโยคะหรือพิลาทิส เป็นต้น