
Oct 23, 2017 at 07:23 PM

Oct 23, 2017 at 07:23 PM

Oct 23, 2017 at 09:05 PM
สวัสดีค่ะ คุณ Mayharry
อาการปวดท้องประจำเดือน (Dysmenorrhea) นั้น สามารถเเบ่งได้ 2 อย่างค่ะ
-แบบปฐมภูมิ (Primary) คือการปวดท้องประจำเดือนทั่วๆไป สามารถเป็นได้ทุกรอบเดือน หรือเป็นบางรอบเดือนก็ได้ ส่วนมากจะเริ่มมีอาการประมาณ 1-2 วันแรกของรอบเดือน หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นเอง ปวดเท่าๆกันทุกเดือน อาจไม่ต้องใช้ยา หรือทานเเค่พาราเซตามอนสามารถบรรเทาอาการได้ ถือว่าเป็นภาวะปกติค่ะ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวเพื่อขับเลือดประจำเดือน
-แบบทุติยภูมิ (Secondary) คือ อาการปวดท้อง ที่มากเกินกว่าปกติค่ะ ส่วนมากมักจะมีความผิดปกติในอวัยวะอุ้งเชิงกรานค่ะ ซึ่งลักษณะอาการปวดจะมีจำนวนวันที่มากกว่า ปวดหนักกว่า ปวดมากขึ้นทุกเดือนๆ ทานยาพอนสเเตน หรือเพิ่มยาเเก้ปวดกลุ่มอื่นก็ยังไม่ดีขึ้น บางครั้งหมดรอบเดือนไปแล้วก็ยังมีอาการปวดอยู่ หรือต้องได้รับการฉีดยาแก้ปวด ส่งผลกระทบต่อการทำงาน หรือมีอาการปวดที่จำเเหน่งอื่นนอกเหนือจากมดลูก แบบนี้ควรหาสาเหตุค่ะ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่การเป็น ชอคโกเเลตซีสต์ (Chocolate cyst/ Endometrioma) หรือ เนื้องอกในมดลูก (Myoma) หรือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis/ adenomyosis)
สำหรับ คุณ Mayharry อาการที่ปวดไปถึงทวารหนัก หรือจุกหน่วงบริเวณลำไส้ มีโอกาสที่จะเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ได้ค่ะ โดยที่เยื่อบุโพรงมดลูกนั้น อาจกระจายไปถึงลำไส้ หรือทวารหนัก จึงทำให้มีอาการปวดโดยอาการปวดนั้น สัมพันธ์กับช่วงที่มีรอบเดือนค่ะ
ทั้งนี้ เเนะนะว่าควรไปพบสูตินรีเเพทย์เพื่อหาสาเหตุค่ะ ถึงแม้ว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็อาจไม่จำเป็นต้องตรวจภายในค่ะ แต่สามารถตรวจอัลตร้าซาวน์ดูอวัยวะในอุ้งเชิงกรานก็สามารถให้คำตอบได้ในระดับนึงค่ะ เพื่อการวินิจฉัย และวางแผนการรักษาต่อไปค่ะ
ถ้าเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) จริง ส่วนมากสามารถให้ยาเเก้ปวด ร่วมกับการใช้ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด หรือยาฉีด เพื่อหวังผลลดประมาณเลือดประจำเดือน ให้ประจำเดือนมาน้อยลง และลดอาการปวดประจำเดือนได้ค่ะ