ปวดท้องน้อย อาการกวนใจที่สาว ๆ ควรรู้ทันสาเหตุ

หลายครั้งที่ผู้หญิงต้องเผชิญหน้ากับการปวดท้องน้อย แต่หลายคนมักไม่ทราบกันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการปวดท้องน้อยเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุรวมกันก็ได้ และอาการของแต่ละสาเหตุยังมีความคล้ายคลึงกันจนอาจทำให้การวินิจฉัยเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้นด้วย   

อาการปวดท้องน้อยอาจเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลัน โดยอาการมักเกิดขึ้นซ้ำอย่างรวดเร็วและหายไปในเวลาไม่นาน หรืออาการอาจคงอยู่นานหลายเดือน ซึ่งอาการปวดท้องน้อยทั้งสองรูปแบบเกิดจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป เราจึงควรสังเกตอาการปวดของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้แพทย์หาสาเหตุได้ง่ายยิ่งขึ้น ทว่าในบางกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการวินิจฉัยเพิ่มเติมจากสูตินรีแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นร่วมด้วย 

ปวดท้องน้อย อาการกวนใจที่สาว ๆ ควรรู้ทันสาเหตุ

หากไม่นับการปวดท้องน้อยจากการมีประจำเดือนและการตกไข่ที่ผู้หญิงค่อนข้างคุ้นเคยกันในทุก ๆ เดือน อาการปวดลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ รวมไปถึงระบบกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณอุ้งเชิงกรานด้วย   

สาเหตุของปวดท้องน้อยเฉียบพลัน

ปวดท้องน้อยเฉียบพลันอาจเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพ เช่น 

ถุงน้ำในรังไข่ 

ถุงน้ำในรังไข่เป็นก้อนถุงน้ำหรือซีสต์ที่เกิดในรังไข่ โดยจะเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการมีประจำเดือนหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ป่วยส่วนมากมักจะไม่แสดงอาการใดออกมา ทว่าหากถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจก่อให้เกิดอาการปวดแปลบหรือปวดตื้อบริเวณท้องน้อยหรือเชิงกรานข้างใดข้างหนึ่ง ท้องอืด หรือท้องเฟ้อ ในกรณีที่ถุงน้ำในรังไข่แตกออกอาจส่งผลปวดท้องน้อยอย่างเฉียบพลันเช่นกัน

อุ้งเชิงกรานอักเสบเฉียบพลัน

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบเฉียบพลันเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายในอวัยวะสืบพันธุ์ อย่างมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่ โดยสาเหตุมักมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด อย่างหนองในแท้หรือหนองในเทียม 

ภาวะนี้อาจทำให้ปวดท้องน้อยหรือท้องส่วนล่าง รู้สึกไม่สบายตัว เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เจ็บขณะปัสสาวะหรือปัสสาวะได้ลำบาก มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์หรือระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมามาก หรือตกขาวมีสีผิดปกติโดยเฉพาะสีเหลืองและสีเขียว ซึ่งควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

ไส้ติ่งอักเสบ

การอักเสบบริเวณไส้ติ่งไม่ได้มีสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่คาดกันว่าอาจเป็นผลจากการอุดตันของไส้ติ่งจนเชื้อแบคทีเรียบริเวณนั้นเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบ บวม เป็นหนอง และมักมาพร้อมอาการปวดท้องส่วนล่างด้านขวา โดยบางครั้งอาจเริ่มปวดจากบริเวณรอบสะดือ 

นอกจากนี้ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก ท้องอืด ท้องบวม ไม่อยากอาหาร หรือมีไข้ต่ำ ๆ ทั้งนี้ ไส้ติ่งอักเสบเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจเสี่ยงต่อการไส้ติ่งแตกที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงควรรีบไปพบแพทย์โดนด่วน

เยื่อบุช่องท้องอักเสบ

เยื่อบุช่องท้องอักเสบเป็นไปได้ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส สัญญาณอาการของภาวะนี้ เช่น ปวดท้องน้อย ปวดท้องอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ท้องอืด มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร ท้องเสีย ปัสสาวะน้อยลง กระหายน้ำ ถ่ายไม่ออก เหนื่อยล้า รู้สึกสับสน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบไปด้วยหลายอวัยวะ ทั้งกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ กรวยไต หรือไต เมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบนี้อาจส่งผลให้เจ็บหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะเป็นสีขุ่น ปัสสาวะปนเลือด ปัสสาวะขัด และปวดท้องน้อยด้วย

ท้องผูก

เป็นอีกหนึ่งปัญหาในระบบย่อยอาหารและขับถ่ายอันคุ้นเคยที่ส่งผลให้เกิดการปวดท้องน้อยได้เช่นกัน โดยอาจเป็นผลจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี ดื่มน้ำน้อย ใช้ยาบางชนิด ขาดการออกกำลังกายหรือไม่ค่อยขยับร่างกาย อั้นอุจจาระ รวมไปถึงความเครียด โรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าก็เป็นปัจจัยกระตุ้นได้  

สาเหตุของปวดท้องน้อยเรื้อรัง

ปัญหาปวดท้องน้อยเรื้อรังมีสาเหตุที่หลากหลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

หากเยื่อบุผนังมดลูกไม่เจริญเติบโตภายในโพรงมดลูกอย่างที่ควรจะเป็น แต่ไปเกิดตรงจุดอื่น ๆ อาทิ รังไข่ ท่อนำไข่ เนื้อเยื่อเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ตรง อาจทำให้ผู้ป่วยปวดท้องน้อยช่วงก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือนเป็นหลัก ส่วนอาการอื่น ๆ ที่พบได้ คือ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เจ็บขณะขับถ่ายหรือปัสสาวะ มีเลือดออกระหว่างรอบประจำเดือน ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือปัญหามีบุตรยาก   

ปัญหากล้ามเนื้อและโครงกระดูก

โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานไม่ประสานกัน กระดูกหัวหน่าวอักเสบ หรือไส้เลื่อน ล้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถส่งผลกระทบต่อกระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณเชิงกราน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยปวดท้องน้อยและกลับมาเป็นได้ซ้ำ ๆ

อุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง

ทำนองเดียวกันกับอุ้งเชิงกรานอักเสบเฉียบพลัน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นเวลานานมักก่อให้เกิดอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อปัญหาที่รุนแรงในระยะยาว อาทิ ภาวะมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก และการปวดท้องน้อยเรื้อรัง

ลำไส้แปรปรวน

เป็นปัญหาสุขภาพลำไส้ในระยะยาวที่มีปัจจัยกระตุ้นหลายประการ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ ความผิดปกติของเส้นประสาทในระบบย่อยอาหาร การติดเชื้อรุนแรง ความสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ อาหารบางชนิด หรือความเครียด ส่งผลให้เกิดอาการปวดเกร็งหน้าท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก และปวดท้องน้อย 

รังไข่หลงเหลือหลังผ่าตัดมดลูก

การผ่าตัดมดลูกที่นำชิ้นส่วนของรังไข่ออกไปไม่หมดอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดถุงน้ำ (Cyst) ในบริเวณดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยและความผิดปกติอื่น ๆ ตามมา 

เนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูกเป็นกลุ่มเซลล์ที่เจริญเติบโตอย่างผิดปกติภายในหรือบริเวณโดยรอบมดลูก ส่วนใหญ่จะไม่กลายไปเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาเลย แต่บางรายอาจมีอาการแน่นท้อง ปวดท้องน้อย ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยครั้ง ปวดประจำเดือน ท้องผูก และริดสีดวงทวาร ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด และจำนวนของเนื้องอกมดลูกที่พบในผู้ป่วยแต่ละคน

วิธีบรรเทาปวดท้องน้อยอย่างถูกวิธี

เนื่องจากการรักษาและบรรเทาปวดท้องน้อยนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยละเอียด หากทราบสาเหตุที่แท้จริง ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด

โดยแพทย์มักพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ อาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลาที่เกิดอาการ ประวัติทางสุขภาพ หรือสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาอาการปวดท้องน้อยอาจเป็นการใช้ยา การผ่าตัด หรือการบำบัดด้วยวิธีต่าง ๆ ตามที่แพทย์เห็นสมควร เพื่อให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ปวดท้องน้อยเฉียบพลันควรไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในกรณีที่ปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาการที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำหรือทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาโดยเร็ว