
Dec 08, 2020 at 11:14 AM

Dec 08, 2020 at 11:14 AM

Dec 08, 2020 at 12:04 PM
สวัสดีค่ะ คุณ Pasjira Khammungkhun,
หากทานยาคุมฉุกเฉินไปตั้งแต่เมื่อ 4-5 เดือนก่อน แล้วไม่ได้ทานยาไปอีก ก็ไม่น่ามีผลต่อลักษณะของประจำเดือนและอาการปวดประจำเดือนค่ะ
ทั้งนี้ หากประจำเดือนยังคงมีระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือนที่ 21-45 วัน และในแต่ละรอบ มีเลือดประจำเดือนมานาน 2-7 วัน ก็ถือว่าปกติดีค่ะ ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน หากยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น หรือปวดมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นแล้ว และอาการปวดไม่ได้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีบางรอบเดือนปวด บางรอบเดือนไม่ปวด และเมื่อประจำเดือนหยุดไปแล้ว ไม่ได้มีอาการปวดต่อเนื่องอีก ก็จะถือว่าเป็นอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ได้เกิดจาความผิดปกติหรือโรคอะไรค่ะ ให้ดูแลรักษาตามอาการ ได้แก่ การประคบอุ่นที่ท้องน้อยด้วยกระเป๋าน้ำร้อน การอาบน้ำอุ่น การแช่น้ำอุ่นในอ่าง ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมหรือช็อกโกแลต ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดช่วงเอวแน่นเกินไป ทานแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือยาในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น พอนสแตน (ponstan) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เป็นต้น
แต่หากประจำเดือนมาน้อยมาก คือมา 1 วันแล้วหายไป หรือมีระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือนน้อยกว่า 21 วัน หรือมากกว่า 45 วัน ก็จะถือว่าผิดปกติ และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน หากไม่เคยปวดมาก่อน และอาการปวดเป็นทุกรอบเดือน รวมถึงอาการปวดเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีอาการปวดต่อเนื่องแม้ประจำเดือนจะหมดไปแล้ว จึงจะถือว่าผิดปกติ และควรไปพบแพทย์ค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากในตอนนี้ ยังคงใช้ยาคุมฉุกเฉินอยู่เรื่อยๆ ยาคุมฉุกเฉินก็ย่อมเป็นสาเหตุทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติได้ค่ะ ดังนั้น หากอยากให้ประจำเดือนมาปกติ ก็ต้องหยุดการใช้ยาคุมฉุกเฉิน และใช้วิธีอื่นๆ คุมกำเนิดแทน เช่น ถุงยางอนามัย ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด เป็นต้น