กลาก

ความหมาย กลาก

กลาก (Ringworm) เป็นโรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่ปรากฏเป็นวงแดงหรือขุยสีขาว และอาจมีอาการอักเสบคล้ายผื่นแดงร่วมด้วยได้ กลากสามารถขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่หนังศีรษะ ใบหน้า มือ เท้า เล็บ และขาหนีบ โดยพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักจะพบบ่อยในเด็ก

กลาก

อาการของโรคกลาก

กลากที่เกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะมีอาการแตกต่างกันไปดังนี้

  • กลากที่หนังศีรษะ มักเกิดกับเด็กช่วงวัยใกล้โตหรือวัยรุ่น อาการโดยทั่วไปมักทำให้หนังศีรษะตกสะเก็ดเป็นจุดเล็ก ๆ เจ็บเมื่อสัมผัส เส้นผมร่วงเป็นหย่อม ๆ และคันหนังศีรษะ ส่วนในรายที่อาการรุนแรงอาจมีตุ่มหนองเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ มีสะเก็ดแห้ง และผมร่วงจนศีรษะล้านเป็นหย่อม ๆ แต่หากร้ายแรงมากอาจทำให้เจ็บและพุพองเป็นแผลขนาดใหญ่ที่เรียกว่าชันนะตุ มีหนองไหล และตามมาด้วยเป็นไข้และภาวะต่อมน้ำเหลืองโต
  • กลากที่ร่างกายและผิวหนังทั่วไป มักทำให้เกิดอาการคัน แดง ระคายเคืองรอบวงกลาก วงของกลากมักปรากฏเป็นขอบชัดเจนและแดงกว่าบริเวณผิวหนังปกติ แต่ตรงกลางของวงจะปรากฏในลักษณะผิวหนังสีปกติ ในกรณีที่รุนแรง กลากอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรวมกันเป็นวงใหญ่ เป็นรอยนูนขึ้นมา คันภายใต้ผิวหนัง และอาจมีตุ่มพองหรือตุ่มหนองเกิดขึ้นรอบวง
  • กลากที่เท้า (เชื้อราที่เท้า) รู้จักกันในชื่อน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เป็นโรคทางผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก การติดเชื้อราที่เท้าอาจทำให้เกิดอาการแห้ง คัน มีผื่นแดงเป็นแผ่นบริเวณง่ามนิ้ว โดยเฉพาะนิ้วนางและนิ้วก้อย หรือในระดับที่รุนแรงอาจมีอาการผิวหนังแตกแห้ง เป็นตุ่มพอง เป็นขุยสะเก็ด ผิวหนังบวม แสบหรือเจ็บ ๆ คัน ๆ ที่ผิวหนัง และอาจมีผิวหนังแห้งเป็นขุยรอบ ๆ ฝ่าเท้า ง่ามนิ้ว และข้างเท้า
  • กลากบริเวณขาหนีบหรือโรคสังคัง พบได้บ่อยในเพศชายวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ มักเกิดเป็นสีน้ำตาลแดง อาจมีอาการเจ็บ เกิดตุ่มพองหรือเป็นตุ่มหนองรอบ ๆ วงกลาก มีอาการคันและแดง และอาจมีผิวหนังเป็นแผ่นตกสะเก็ดรอบบริเวณขาหนีบ เช่น ต้นขาด้านในและก้น นอกจากนี้ยังอาจขยายไปสู่ต้นขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง กลากบริเวณนี้มักเกิดขึ้นได้จากการมีเหงื่อ อากาศที่ร้อนชื้น หรือการเสียดสีจากเสื้อผ้าที่รัด
  • กลากที่ใบหน้าและลำคอ อาจไม่ปรากฏเป็นดวงคล้ายวงแหวนอย่างกลากชนิดอื่น ๆ แต่เกิดเป็นอาการคัน บวม และแห้งจนเป็นสะเก็ด ซึ่งหากเกิดที่บริเวณหนวดอาจทำให้หนวดหลุดร่วงเป็นหย่อมได้
  • กลากที่มือ ทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและง่ามนิ้วหนาขึ้น โดยอาจเป็นข้างเดียวหรือเป็นทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่มักพบแค่ข้างเดียว
  • กลากที่เล็บ นับเป็นโรคเชื้อราที่เล็บชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย กลากที่เล็บอาจทำให้เจ็บปวดและระคายเคืองผิวหนังบริเวณรอบ โดยเล็บมือที่ติดเชื้อรานี้จะดูขาว ขุ่นทึบ หนา และหักง่าย แต่หากเกิดขึ้นที่นิ้วเท้าอาจจะมีสีออกเหลือง หนา และแตกหักง่าย ทั้งนี้ผู้ที่ติดเล็บปลอมจะยิ่งทำให้เสี่ยงเกิดเชื้อราที่เล็บ เนื่องจากที่ตะไบเล็บอาจเป็นตัวสะสมเชื้อรา รวมถึงน้ำที่อาจสะสมอยู่ใต้เล็บปลอม เป็นเหตุให้เชื้อราเติบโตได้ดีจากความชื้น

สาเหตุของโรคกลาก

โรคกลากเกิดจากเชื้อราที่ผิวหนังในกลุ่มเดอมาโทไฟท์ (Dermatophytes) เชื้อราเหล่านี้จะอาศัยอยู่บนชั้นเนื้อเยื่อโปรตีนเคราตินบนผิวหนังที่ตายแล้วเท่านั้น แต่มักจะไม่เข้าสู่ร่างกายหรือเยื่อบุผิวอย่างปากหรือจมูก

เชื้อราเป็นสปอร์เล็ก ๆ ที่มีความคงทนและสามารถอยู่รอดบนผิวหนังของมนุษย์ ในพื้นดิน หรือตามสิ่งของต่าง ๆ ได้เป็นเวลาหลายเดือน และยังเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างเช่นในประเทศไทย จึงเกิดการแพร่กระจายได้ง่าย โดยสามารถติดจากคนและสัตว์ด้วยการสัมผัส การจับสิ่งของที่มักมีเชื้อรานี้เกาะอยู่ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หวี และแปรงสีฟัน หรือติดจากดินในกรณีที่ต้องทำงานหรือยืนเท้าเปล่าบนพื้นดินที่มีเชื้อรา

บุคคลต่อไปนี้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อราได้ง่าย

  • เด็กอ่อนหรือผู้สูงอายุที่อายุมากแล้ว
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานมาก
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้เข้ารับการรักษาโรคที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การทำเคมีบำบัด หรือใช้ยาสเตียรอยด์
  • เคยติดเชื้อรามาก่อน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • มีการหมุนเวียนของโลหิตไม่ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องที่หลอดเลือดดำในขามีปัญหาในการพาเลือดกลับไปยังหัวใจ

การวินิจฉัยโรคกลาก

การวินิจฉัยการติดเชื้อราโรคกลาก แพทย์สามารถทำได้ด้วยการตรวจดูลักษณะและตำแหน่งที่เกิดด้วยตาเปล่า หรืออาจใช้แสงพิเศษส่องดูผิว โดยแสงนี้จะทำให้ผิวบริเวณที่ติดเชื้อราปรากฏเป็นสีเรืองแสงขึ้นมา

นอกจากนี้ เพื่อการวินิจฉัยอย่างชัดเจน แพทย์อาจขูดเอาตัวอย่างผิวบริเวณที่ติดเชื้อหรือจากตุ่มพอง แล้วส่งไปที่ห้องแล็บเพื่อตรวจหาชนิดของเชื้อราโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู เพื่อจะได้ทราบว่าเกิดจากเชื้อราชนิดใด และสามารถจ่ายยาที่เหมาะสมที่สุดได้ด้วย เพราะยาแต่ละตัวอาจมีประสิทธิภาพรักษาการติดเชื้อแต่ละชนิดได้ต่างกัน

การรักษาโรคกลาก

แพทย์อาจสั่งจ่ายยาตามความรุนแรงของการติดเชื้อของผู้ป่วย โดยอาจจ่ายยาที่นิยมใช้รักษาการติดเชื้อรา ได้แก่ คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) โคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ยาไมโคนาโซล (Miconazole) หรืออาจใช้ยาที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาก็ได้ ซึ่งมักเป็นยาที่มีส่วนประกอบของยาดังกล่าว การใช้ยาทารักษาอาจต้องใช้ระยะเวลานาน 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าฆ่าเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคได้หมด และลดการเสี่ยงกลับไปติดเชื้ออีกครั้ง

นอกจากการใช้ยาทารักษา ผู้ป่วยเองยังสามารถบรรเทาโรคกลากได้ด้วยการปรับสุขอนามัยง่าย ๆ ได้แก่ เลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณที่ติดเชื้อ ซักทำความสะอาดเครื่องนอนและเสื้อผ้าทุกวัน รวมถึงทำความสะอาดและเช็ดผิวให้แห้งเป็นประจำ

เชื้อราที่หนังศีรษะสามารถรักษาโดยการรับประทานยาต้านเชื้อราได้เช่นเดียวกับเชื้อราตามผิวหนัง ตัวยาที่แพทย์มักใช้ ได้แก่ กริซีโอฟูลวิน (Griseofulvin) ระยะเวลาที่แนะนำให้รับประทานคือ 8-12 สัปดาห์ และเทอร์บินาฟีน (Terbinafine) รับประทานเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ยาต้านเชื้อราที่หนังศีรษะอาจใช้ควบคู่ไปกับครีมหรือแชมพูต้านเชื้อรา เช่น แชมพูคีโตโคนาโซล (Ketoconazole Shampoo) แชมพูซีลีเนียม (Selenium Shampoo) หรือครีมเทอร์บินาฟีน (Terbinafine Cream) โดยควรใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลาติดต่อกัน 2 สัปดาห์

ส่วนการรักษาเชื้อราที่เล็บ ผู้ป่วยควรหมั่นรักษาสุขอนามัยที่มือและเท้าเพื่อหยุดการติดและแพร่กระจายเชื้อ แต่หากเชื้อราส่งผลต่อความสวยงามของเล็บ หรือมีอาการเจ็บ ระคายเคือง แพทย์หรือเภสัชกรจะแนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อรา รับประทานวันละ 1-2 ครั้ง หรือยาทาเล็บต้านเชื้อรา โดยยารับประทานและยาทาเล็บต้านเชื้อรานี้จะต้องใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนี้อาจใช้เครื่องมือทำให้เล็บบริเวณที่ติดเชื้อนุ่มลง ก่อนที่จะใช้เครื่องมือขูดเชื้อราออก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกลาก

โรคการติดเชื้อจากราอย่างกลากเป็นไปได้ยากที่จะแพร่ไปสู่ใต้ชั้นผิวหนังและทำให้เกิดอาการป่วยหรือภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีระบบภูมคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง เช่น ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ อาจส่งผลให้การรักษาให้หายทำได้ยาก

การลุกลามของกลากจากจุดหนึ่งไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพียงสัมผัสกับบริเวณที่ติดเชื้อ ผู้ป่วยจึงควรหมั่นล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อไปยังส่วนอื่นเพิ่ม

นอกจากนี้หากผู้ป่วยเกาผิวหนังที่ติดเชื้อบ่อย ๆ ก็อาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จนทวีความรุนแรงของอาการขึ้น กรณีนี้แพทย์จึงอาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นด้วย

การป้องกันโรคกลาก

การป้องกันตนเองจากกลากนั้นค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากมีโอกาสบ่อยครั้งในการสัมผัสกับเชื้อราตามอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในบ้าน และยังสามารถแพร่กระจายได้ง่ายเพียงการสัมผัส แม้แต่ในระยะที่ผู้ป่วยยังไม่เริ่มแสดงอาการก็ตาม การปฏิบัติตามข้อต่อไปนี้จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้

  • ป้องกันตนเองจากผู้ป่วยหรือสัตว์ที่มีการติดเชื้อโรคกลาก กลากในสัตว์มักปรากฏเป็นรอยขนร่วงเป็นหย่อม หรืออาจไม่สามารถสังเกตได้เลย ผู้เลี้ยงสัตว์ควรนำสัตว์เลี้ยงไปตรวจเพื่อป้องกันการเกิดโรคและติดเชื้อ
  • ล้างมือเป็นประจำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
  • หมั่นทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะตามโรงเรียน ศูนย์เลี้ยงดูเด็ก โรงยิม และสระว่ายน้ำ
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย เช็ดตัวและศีรษะให้แห้ง อย่าสวมใส่เสื้อผ้าที่ชื้น
  • อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังจากการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องสัมผัสร่างกายผู้อื่น
  • ควรสวมใส่รองเท้าเมื่อเดินในห้องล็อคเกอร์ ห้องน้ำหรืออาบน้ำสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว หรือข้าวของอื่น ๆ
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าหนาเป็นเวลานานในที่ที่มีอากาศร้อนหรือชื้น