ประโยชน์ของวิตามินบี 5 และข้อควรรู้ก่อนรับประทาน

วิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิก (Pantothenic Acid) เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีทั้งหมด 8 ชนิด ซึ่งมีความประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน โดยวิตามินบี 5 มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรตจากการรับประทานอาหารให้กลายเป็นพลังงาน และช่วยบำรุงผิว

แบคทีเรียในลำไส้ของเราสามารถผลิตวิตามินบี 5 ได้เองในปริมาณน้อย จึงต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 5 เพิ่มเติม เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก และธัญพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอเพียงพอ นอกจากนี้ วิตามินบียัง 5 ถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเส้นผมอีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามินบี 5 และข้อควรรู้ก่อนรับประทาน

ประโยชน์ของวิตามินบี 5

วิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีบทบาทสำคัญในร่างกายหลายด้าน ซึ่งประโยชน์ของวิตามินบี 5 มีดังนี้

เปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามินบี 5 มีบทบาทในการสร้างโคเอนไซม์ เอ (Coenzyme A) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการสลายคาร์โบไฮเดรตและไขมันในอาหารที่เรารับประทานให้เป็นพลังงาน ช่วยให้ร่างกายนำวิตามินอื่นอย่างไรโบฟลาวิน (Riboflavin) หรือวิตามินบี 2 ไปใช้ และอาจช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้

โดยมีผลการศึกษาประโยชน์ของวิตามินบี 5 ชิ้นหนึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงที่ได้รับอาหารเสริมโคเอนไซม์ เอ วันละ 400 มิลลิกรัมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ มีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมลดลง ไตรกลีเซอร์ไรด์ลดลง 33% และคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เพิ่มขึ้น

บำรุงผิวและผม

วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่มและยืดหยุ่น ช่วยให้เส้นผมนุ่มสลวย เงางาม และแข็งแรง จึงนิยมนำไปใช้ในการดูแลผิวพรรณและเส้นผม โดยจะพบอยู่ในรูปของสารแพนธีนอล (Panthenol) ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับเด็ก มอยส์เจอร์ไรเซอร์ โฟมล้างหน้า ครีมกันแดด แชมพู ครีมนวดผม และเครื่องสำอาง  

นอกจากนี้ วิตามินบี 5 ยังมีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบ จึงอาจช่วยบรรเทาอาการคัน แดง ลดการระคายเคืองของผิว ช่วยรักษาบาดแผล และฟื้นฟูสภาพผิวจากโรคผิวหนังบางชนิด เช่น แมลงกัดต่อย ผื่นผ้าอ้อม และโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) รวมทั้งรักษาอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการรักษาด้วยการฉายแสง (Radiation Therapy)

ประโยชน์อื่น ๆ

วิตามินบี 5 มีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนของต่อมหมวกไต เช่น ฮอร์โมนความเครียด และฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ การรับประทานสารสกัดวิตามินบี 5 อาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคบางอย่าง เช่น ตะคริวที่ขา ภูมิแพ้ โรคหืด โรคเซลิแอค โรคพาร์กินสัน ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) และอาการปลายประสาทชาจากเบาหวาน 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพราะข้อมูลยังมีไม่เพียงพอในการยืนยันว่าวิตามินบี 5 สามารถป้องกันหรือรักษาโรคเหล่านี้ได้

วิตามินบี 5 พบในรูปแบบใดบ้าง

วิตามินบี 5 พบในอาหารตามธรรมชาติ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เครื่องในสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม ถั่ว เห็ด บรอกโคลี ผักตระกูลกะหล่ำ มันหวาน มันฝรั่ง อะโวคาโด ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และอาหารเช้าซีเรียลที่มีการเติมวิตามินบี 5 

นอกจากนี้ วิตามินบี 5 ยังถูกนำไปสกัดเป็นอาหารเสริมวิตามินบี 5 หรืออาจผสมอยู่ในอาหารเสริมวิตามินบีรวม แลวิตามินรวมที่ประกอบด้วยวิตามินหลากหลายชนิด รวมถึงเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเส้นผม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ

ควรได้รับวิตามินบี 5 มากแค่ไหนในแต่ละวัน

ประเทศไทยใช้ค่าปริมาณวิตามินบี 5 ที่ควรได้รับต่อวัน (Dietary Reference Intake: DRI) อ้างอิงตามประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนี้

  • ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน 1.7 มิลลิกรัม/วัน หรือได้รับจากในน้ำนมแม่
  • ทารกอายุ 7–12 เดือน 1.8 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 1–3 ปี 2 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 4–8 ปี 3 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 9–12 ปี 4 มิลลิกรัม/วัน
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุ 13 ปี ขึ้นไป 5 มิลลิกรัม/วัน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร 6 และ 7 มิลลิกรัม/วัน ตามลำดับ

การรับประทานวิตามินบี 5 จากอาหารมักไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย และไม่มีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่ร่างกายสามารถรับได้ แต่การรับประทานในรูปอาหารเสริมเพื่อรักษาโรคขาดวิตามินบี 5 ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยปกติมักจะให้รับประทานวันละ 5–10 มิลลิกรัม หากรับประทานเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เล็กน้อย เช่น ปวดท้องและท้องเสีย

การได้รับวิตามินบี 5 ในรูปของยาหรืออาหารเสริมอาจทำให้การดูดซึมยาปฏิชีวนะลดลง และไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่มที่ต้านการทำลายของสารสื่อประสาทชนิดโคลีน (Cholinesterase Inhibitor) ซึ่งใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ เพราะจะเพิ่มฤทธิ์ของยาดังกล่าว

แม้ว่าวิตามินบี 5 จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายหลายด้าน แต่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 5 อย่างเพียงพอ หากต้องการรับประทานอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ