Tamsulosin (แทมซูโลซิน)

Tamsulosin (แทมซูโลซิน)

Tamsulosin (แทมซูโลซิน) คือยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ที่มีฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อภายในต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ นำมาใช้รักษาอาการที่เกิดจากโรคต่อมลูกหมากโต เช่น เบ่งปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งหรือไหลช้า ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสวะลำบาก เป็นต้น และอาจใช้รักษาโรคอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์

Tamsulosin

ยา Tamsulosin มีข้อห้ามใช้และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้น การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรเสมอ

เกี่ยวกับยา Tamsulosin

กลุ่มยา ยาแอลฟา-บล็อกเกอร์ค
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ 
สรรพคุณ บรรเทาอาการจากโรคต่อมลูกหมากโต
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน

คำเตือนในการใช้ยา Tamsulosin

  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้ หากมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาชนิดนี้ ยากลุ่มซัลฟา และยาชนิดอื่น อาหาร หรือสารใด ๆ
  • ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ยาอัลฟูโซซิน ยาดอกซาโซซิน ยาพราโซซิน ยาไซโลโดซิน เป็นต้น
  • แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ เพราะยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยานี้ เช่น ยารักษาความดันโลหิต และยาต้านเชื้อราอย่างยาไอทราโคนาโซลและยาคีโตโคนาโซล
  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้ หากป่วยเป็นโรคไต โรคตับ ความดันโลหิตต่ำ หรือเคยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อรูม่านตาในระหว่างที่ผ่าตัดต้อกระจก ดังนั้น ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยานี้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด และห้ามหยุดใช้ยาด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • ระหว่างที่ใช้ยานี้ ให้ผู้ป่วยระมัดระวังการขับรถหรือการทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความตื่นตัว เพราะยาอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือเป็นลม ซึ่งจะนำไปสู่อุบัติเหตุได้
  • ระหว่างใช้ยา ควรหลีกเลี่ยงการลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนเร็วเกินไป ให้ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เพราะยาอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะและเสี่ยงหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุ  
  • ระหว่างใช้ยา ควรหลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน การอยู่ในที่อากาศร้อน และการออกกำลังกายจนทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป
  • หากจำเป็นต้องหยุดใช้ยา ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนจะกลับมาใช้ยาอีกครั้ง เพราะอาจต้องปรับปริมาณการใช้ยา
  • ยานี้ไม่อนุญาตให้ใช้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • หญิงที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ถึงข้อดีและข้อเสียของยาก่อนใช้ยานี้ อย่างไรก็ตาม ยานี้มักไม่ใช้กับผู้หญิง

ปริมาณการใช้ยา Tamsulosin

ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยมีตัวอย่างการใช้ยา ดังนี้

รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต

ผู้ใหญ่ รับประทานยาปริมาณ 400 ไมโครกรัม วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้า หรือหลังอาหารมื้อแรกของวัน

การใช้ยา Tamsulosin

  • ใช้ยาตามฉลากและตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ยานี้ในปริมาณมากกว่า น้อยกว่า หรือติดต่อกันนานกว่าที่แพทย์แนะนำ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ
  • ห้ามบด เคี้ยว หรือเปิดยาชนิดแคปซูลออก ให้กลืนยาทั้งเม็ด และควรรับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ยานี้อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำลงและเกิดอาการเวียนศีรษะหรือเป็นลม โดยเฉพาะเมื่อเริ่มใช้ยาครั้งแรกหรือเมื่อกลับมาใช้ยาอีกครั้ง ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการเวียนศีรษะรุนแรงหรือรู้สึกคล้ายจะหมดสติ
  • ระหว่างที่ใช้ยานี้ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ และจำเป็นต้องตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากทั้งก่อนและระหว่างที่ใช้ยานี้ตามแพทย์แนะนำ
  • หากสงสัยว่าตนใช้ยาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  • หากลืมใช้ยาตามเวลาที่กำหนด ให้ใช้ยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้ถึงเวลาใช้ยาในรอบถัดไป ให้ข้ามไปใช้ยารอบต่อไป และไม่เพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า
  • เก็บยาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความร้อนและความชื้น

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Tamsulosin

การใช้ยา Tamsulosin อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ได้แก่ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ง่วงซึม คลื่นไส้ ท้องเสีย เจ็บหน้าอก การหลั่งน้ำอสุจิผิดปกติ ปริมาณอสุจิลดลง ปวดหลัง มองเห็นไม่ชัด มีปัญหาเกี่ยวกับฟัน เป็นไข้ หนาวสั่น ปวดตามตัว มีอาการคล้ายไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดไซนัส ไอ เจ็บคอ นอนไม่หลับ ความสนใจเรื่องเพศลดลง เป็นต้น หากอาการดังกล่าวไม่หายไปหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์

หากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Tamsulosin ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที

  • รู้สึกวิงเวียน คล้ายจะเป็นลม
  • เจ็บเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว โดยมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
  • มีอาการของปฏิกิริยาแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น มีไข้ เจ็บคอ บวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบตา เจ็บผิวหนัง ตามด้วยมีผื่นจุดสีแดงหรือม่วงกระจายตามร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

นอกจากนี้ หากผู้ป่วยพบอาการผิดปกติใด ๆ เพิ่มเติม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยเช่นกัน