Scrub Typhus

ความหมาย Scrub Typhus

Scrub Typhus (โรคสครับไทฟัส) หรือโรคไข้รากสาดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเซีย (Rickettsia) มีไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค ซึ่งไรอ่อนมักจะอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือทุ่งหญ้าในป่าละเมาะ เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้ออาจทำให้เกิดอาการ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว มีผื่นคัน คลื่นไส้และอาเจียน

นอกจากนั้น โรคสครับไทฟัส มักมีการแพร่ระบาดในเขตชนบทแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือรวมไปถึงออสเตรเลียเหนือ

Scrub Typhus

อาการของ Scrub Typhus อาการของ Scrub Typhus มักจะเกิดขึ้นภายใน 10 วัน หลังจากที่โดนไรอ่อนกัด โดยอาจทำให้เกิดอาการ ได้แก่

  • ปวดศีรษะ 
  • มีไข้สูง ประมาณ 40-40.5 องศาเซลเซียส
  • หนาวสั่น
  • ไอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตและกดเจ็บ
  • ปวดกระบอกตา
  • ปวดกล้ามเนื้อ และปวดเมื่อยตามตัว
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ผื่นแดงเริ่มขึ้นบริเวณลำตัว
  • มีผื่นขนาดเล็กค่อย ๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และต่อมาอาจทำให้เป็นแผลที่คล้ายถูกบุหรี่จี้ (Eschar) ซึ่งเกิดจากชั้นเนื้อตาย โดยจะเกิดบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด มักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและสังเกตเห็นได้ยาก
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม
  • ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่เกิดอาการสับสนไปจนถึงอาการโคม่า
นอกจากนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้การทำงานของอวัยวะล้มเหลวและเลือดออก หรือหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุของ Scrub Typhus

สาเหตุของ Scrub Typhus เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม ริกเก็ตเซีย (Rickettsia) ชื่อว่า โอเรียนเทีย ซูซูกามูชิ (Orientia Tsutsugamushi) โดยมีตัวไรอ่อน (Chigger) เป็นพาหะนำเชื้อดังกล่าวมาสู่คน ด้วยการกัดผิวหนังของคน ซึ่งตัวไรอ่อนชนิดนี้มักจะพบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณป่าปิด พุ่มไม้ หรือทุ่งหญ้าในป่าละเมาะ และมักพบการติดเชื้อมากในช่วงหน้าฝน

การวินิจฉัย Scrub Typhus

นื่องจากอาการของโรค Scrub Typhus มีความคล้ายคลึงกับหลาย ๆ โรค ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคควรสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับตนเอง

แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค รวมไปถึงอาจมีการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงจะทราบผลการตรวจได้ ดังนั้น แพทย์จะเริ่มต้นการรักษาก่อนที่ผลตรวจจะเสร็จสิ้น นอกจากนั้น แพทย์อาจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่

  • การตรวจทางน้ำเหลือง (Serological Test) เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย ซึ่งวิธีการตรวจที่มีราคาถูกและทำได้ง่ายที่สุดคือ Weil-Felix แต่พบว่ายังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ และปัจจุบันได้ถูกแทนที่ด้วยการตรวจ Complement-Fixation
    • การตรวจ Complement-Fixation เป็นการตรวจทางภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง ที่สามารถตรวจเชื้อได้แบบรวม 5 สายพันธุ์ แต่จะไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใด ซึ่งตรวจโดยดูการเพิ่มขึ้นของ IgM หรือการเพิ่มขึ้น 4 เท่าของระดับแอนดิบอดี้ที่ตรวจห่างกัน 2 ครั้ง
  • การตรวจ Indirect Immunofluorescence Antibody: IFA ซึ่งวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจหาเชื้ออีกวิธีหนึ่ง โดยได้ดัดแปลงเป็นการตรวจ Indirect Immunoperoxidase: IIP เพื่อให้สามารถมองเห็นเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่จะให้ผลเช่นเดียวกัน
  • การวินิจฉัยด้วยเทคนิค Polymerase Chain Reaction: PCR เป็นวิธีที่ใช้ตรวจหาเชื้อโดยการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อของผื่นที่ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองหรือเลือด ไปตรวจ  
การรักษา Scrub Typhus การรักษา Scrub Typhus แพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่
  • ยาดอกซีไซคลินและยาคลอแรมเฟนิคอล จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก
  • ยาอะซิโธรมัยซิน อาจใช้กับผู้ป่วยที่มีการดื้อยาและพบว่าอาจให้ผลดีกว่ายาดอกซีไซคลิน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยวัยเด็กและผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์
นอกจากนั้น ยังพบว่ามีบางพื้นที่ที่อาจมีการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย ซึ่งในประเทศไทยก็มีการดื้อยาดังกล่าว

ภาวะแทรกซ้อนของ Scrub Typhus

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคนี้ ได้แก่

  • โรคตับอักเสบ
  • ปอดอักเสบ (Pneumonitis)
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)
  • เยื่อหุ้มสมองกับสมองอักเสบ (Meningoencephalitis)
  • ภาวะที่มีการแข็งตัวของก้อนเลือดกระจายไปทั่วร่างกาย (Disseminated Intravascular Coagulation)
  • การทำงานของอวัยวะในร่างกายล้มเหลว (Multi-Organ Failure)
การป้องกัน Scrub Typhus

เนื่องจากโรค Scrub Typhus ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงของการติดเชื้อ คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ซึ่งมีวิธีป้องกันดังนี้

  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค Scrub Typhus ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีพืชพรรณและพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้หรือต้นไม้ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่ที่ตัวไรอ่อนชอบอาศัยอยู่
  • ใช้สารไล่แมลงที่มีส่วนประกอบของสาร DEET 20-30% หรือสารที่ได้รับการรับรองว่าใช้สำหรับต่อต้านตัวไรอ่อน ทั้งแบบที่ใช้กับผิวหนังหรือเสื้อผ้า นอกจากนั้น ควรใช้ตามคำแนะนำที่ระบุบนฉลากอย่างเคร่งครัด เช่น
    • เวลาที่ควรใช้ซ้ำ
    • ไม่ควรพ่นสเปรย์บนผิวหนังใต้เสื้อผ้า
    • หากใช้ครีมหรือโลชั่นป้องกันแสงแดด ควรใช้กันแดดก่อนค่อยทาสารไล่แมลง
  • การป้องกันสำหรับเด็ก ได้แก่
    • ให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังอย่างมิดชิดทั้งแขนและขา หรือคลุมรถเข็นเด็ก เตียงนอน ด้วยมุ้งกันยุง
    • ไม่ควรใช้สารไล่แมลงหากมีเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน
    • ควรหลีกเลี่ยงสารไล่แมลงไม่ให้ถูกตา มือ ปาก หรือบริเวณผิวที่อาจเกิดการระคายเคือง
    • อาจให้ผู้ปกครองพ่นสเปรย์ลงบนมือแล้วจึงค่อยทาไปที่ใบหน้าเด็ก
  • ใช้สารเพอร์เมทรินลงบนเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแคมป์ หรืออาจใช้อุปกรณ์ที่มีสารเพอร์เมทรินอยู่แล้ว ซึ่งสารเพอร์เมทรินจะมีฤทธิ์ฆ่าตัวไรอ่อน และถึงแม้จะซักผ้าที่มีสารดังกล่าวไปแล้วหลายครั้ง ก็ยังคงช่วยป้องกันได้ แต่ควรอ่านรายละเอียดที่ฉลากว่าจะช่วยป้องกันได้นานเท่าไหร่ รวมไปถึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุอยู่บนฉลากอย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้สารเพอร์เมทรินกับผิวหนังโดยตรง เพราะจะใช้กับเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ เท่านั้น