Ramipril (รามิพริล)

Ramipril (รามิพริล)

Ramipril (รามิพริล) เป็นยายับยั้งหรือต้านเอนไซม์เอซีอี (ACE Inhibitors) ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ง่ายขึ้น ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลว และใช้รักษาอาการหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้ อาจถูกนำมาใช้ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงด้วย

เกี่ยวกับยา Ramipril

กลุ่มยา ยาเอซีอี อินฮิบิเตอร์
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ รักษาภาวะความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลว
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ Category D จากการศึกษาในมนุษย์ พบความเสี่ยงทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ จะใช้ก็ต่อเมื่อพิจารณาแล้วว่า ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมารดาและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อทารกในครรภ์ โดยมากมักใช้ในกรณีที่จำเป็นในการช่วยชีวิต หรือใช้รักษาโรคร้ายแรงของมารดา ซึ่งไม่สามารถใช้ยาอื่น ๆ ทดแทนได้

1941 Ramipril rs

คำเตือนในการใช้ยา Ramipril

  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาหากมีประวัติการแพ้ยา Ramipril หรือส่วนประกอบของยาชนิดนี้ รวมถึงยาต้านเอนไซม์เอซีอีชนิดอื่น ๆ เนื่องจากยาชนิดนี้อาจมีส่วนผสมบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยหากเคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคไต โรคตับ กลุ่มอาการมาร์แฟนซินโดรมที่ส่งผลให้ตัวสูงและผอมผิดปกติ โรคโจเกรนหรือโรคปากแห้งตาแห้ง โรคลูปัสหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคผิวหนังแข็ง และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงหากมีประวัติทางการแพทย์อื่น ๆ เช่น เคยมีอาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และคอ ฟอกไต และมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง เป็นต้น
  • ห้ามรับประทานยา Ramipril ภายใน 36 ชั่วโมงก่อนหรือหลังใช้ยาที่มีส่วนผสมของซาคูบิทริลอย่างเอนเทรสโต
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การขับรถ การทำงานกับเครื่องจักร หรือการทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความตื่นตัวในระหว่างที่ใช้ยา และควรปรึกษาแพทย์จนแน่ใจว่ายาไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เนื่องจากยา Ramipril อาจส่งผลให้มีอาการวิงเวียนหรือง่วงซึมได้
  • หากจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งศัลยแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าว่ากำลังใช้ยานี้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องงดใช้ยาไปชั่วคราวก่อน
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งหรือการนอนอย่างรวดเร็ว โดยควรลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้า ๆ เพื่อลดความเสี่ยงของอาการมึนงงเมื่อรับประทานยานี้
  • ยา Ramipril อาจทำให้ความดันโลหิตลดลงเมื่อใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะและยาลดความดันโลหิตอื่น ๆ อาจทำให้ไตเสื่อมเมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่ม NSAIDs และอาจส่งผลให้ระดับลิเทียมในเลือดสูงขึ้นจนเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ ยาชนิดนี้อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเมื่อใช้ร่วมกับอาหารเสริมหรือยาขับปัสสาวะในกลุ่มโพแทสเซียม-สแปริ่งไดยูเรติก ดังนั้น หากต้องใช้ยาดังข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนใช้เสมอ
  • สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ห้ามใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาที่มีส่วนผสมของอะลิสคิเรน เช่น เทคเทอร์นา หรือเทกแคมโล เป็นต้น
  • สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาชนิดนี้ร่วมกับยาที่มีส่วนผสมของอะลิสคิเรน
  • ควรปรึกษาแพทย์หากใช้อาหารเสริมหรือสารทดแทนเกลือที่มีส่วนผสมของโพแทสเซียม และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาชนิดนี้อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหยุดใช้ยาชนิดนี้และแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีที่รู้ว่าตนกำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากยาอาจทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้
  • ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้หากอยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากยาอาจถูกส่งผ่านทางน้ำนมและส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อบุตรได้

ปริมาณการใช้ยา Ramipril

ภาวะความดันโลหิตสูง
ตัวอย่างการใช้ยา Ramipril เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

ผู้ใหญ่

  • ปริมาณยาเริ่มต้น 2.5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 ครั้ง โดยให้รับประทานครั้งแรกในช่วงเวลาก่อนนอน
  • ปริมาณยาต่อเนื่อง 2.5-5 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ครั้งต่อวัน
    ในกรณีที่จำเป็น ให้ใช้ยาปริมาณสูงสุดไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน

ภาวะหัวใจล้มเหลว
ตัวอย่างการใช้ยา Ramipril เพื่อรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

ผู้ใหญ่

  • ปริมาณยาเริ่มต้น 1.25 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ครั้งต่อวัน
  • ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน หากรับประทานในปริมาณ 2.5 มิลลิกรัมขึ้นไป อาจรับประทานวันละ 1 ครั้ง หรือแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง

หลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ตัวอย่างการใช้ยา Ramipril เพื่อรักษาหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

ผู้ใหญ่

  • ปริมาณยาเริ่มต้น 2.5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง โดยเริ่มรับประทานหลังจากเกิดภาวะนี้ขึ้นประมาณ 3-10 วัน และอาจเพิ่มปริมาณเป็น 5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังผ่านไป 2 วัน
  • ปริมาณยาต่อเนื่อง 2.5-5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง

โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
ตัวอย่างการใช้ยา Ramipril เพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

ผู้ใหญ่

  • ปริมาณยาเริ่มต้น 2.5 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ครั้งต่อวัน โดยหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ หากร่างกายผู้ป่วยสามารถทนได้โดยไม่มีอาการข้างเคียง อาจเพิ่มปริมาณยาสูงสุดได้ไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ปริมาณยาต่อเนื่อง 10 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ครั้งต่อวัน หลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์

การใช้ยา Ramipril

  • ใช้ยา Ramipril ตามฉลากและตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ
  • สามารถรับประทานยา Ramipril พร้อมหรือไม่พร้อมมื้ออาหารก็ได้ โดยควรใช้ยาตามคำแนะนำบนฉลากเสมอ
  • รับประทานยาโดยกลืนยาทั้งเม็ดโดยไม่ต้องเคี้ยวยา หรือใช้วิธีแกะแคปซูลเทยาผสมกับน้ำเปล่าครึ่งแก้วหรือน้ำที่มีปริมาณ 120 มิลลิลิตร เพื่อให้กลืนยาได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ หลังจากผสมยาแล้วสามารถเก็บยานั้นไว้ในอุณหภูมิห้องได้นาน 24 ชั่วโมงและเก็บในตู้เย็นได้นาน 48 ชั่วโมง
  • ห้ามแบ่งยารับประทานร่วมกับผู้อื่น
  • หากผู้ป่วยลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ หากใกล้กับเวลาที่ต้องใช้ยาในรอบถัดไป ให้ข้ามไปใช้ยารอบต่อไป โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา
  • หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียน้ำมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตต่ำ ความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย หรือภาวะไตวายได้
  • ยา Ramipril อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ดังนั้น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจความดันโลหิตและตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูระดับของโพแทสเซียม
  • ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในระหว่างที่ใช้ยา
  • ควรใช้ยาชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด และควรรับประทานยาเวลาเดียวกันในแต่ละวัน
  • ไม่ควรหยุดรับประทานยาเองแม้จะไม่มีอาการป่วยใด ๆ แล้วก็ตาม แต่ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพราะความผิดปกติบางชนิดอย่างภาวะความดันโลหิตสูงอาจไม่แสดงอาการป่วยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างการผ่อนคลายความเครียด การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนโภชนาการ อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยา Ramipril ได้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ
  • เก็บรักษายาในอุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความร้อน แสงแดด และความชื้น โดยเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ห้ามเก็บในห้องน้ำ และควรเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Ramipril

การใช้ยา Ramipril อาจมีผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ไอแห้ง เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตามัว มีเหงื่อออก และรู้สึกเหนื่อย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • อาการที่เป็นสัญญาณของการแพ้ยา เช่น ลมพิษ ปวดท้องอย่างรุนแรง หายใจลำบาก มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอ เป็นต้น
  • เวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
  • มีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่
  • ตับเกิดความผิดปกติ อาจมีอาการผิวเหลืองและตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนอย่างต่อเนื่อง และท้องเสีย
  • ไตเกิดความผิดปกติ อาจพบว่ามีปัสสาวะน้อย เจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะลำบาก
  • มีระดับโพแทสเซียมในร่างกายสูง ซึ่งอาจเกิดอาการคลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกเจ็บคล้ายเข็มทิ่มตามตัว เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นช้าหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ และเคลื่อนไหวลำบาก