โอเมก้า 3 สารอาหารจำเป็นเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็ก ๆ

โอเมก้า 3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกายของคนทุกวัย โดยเฉพาะทารก เด็กเล็ก เด็กหัดเดิน เด็กโต ไปจนถึงเด็กวัยรุ่น โดยมีส่วนช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ร่างกายทำงานเป็นปกติ และที่สำคัญกรดไขมันชนิดนี้จำเป็นต่อการพัฒนาการทางสมองของเด็กด้วย

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีตำแหน่งพันธะคู่ทางเคมีอยู่หลายตำแหน่ง (Polyunsaturated Fat) ซึ่งจัดว่าเป็นไขมันดี โดยการศึกษาจำนวนไม่น้อยชี้ว่าการได้รับไขมันดีประเภทต่าง ๆ อย่างเพียงพออยู่เป็นประจำส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน ดังนั้น การได้รับโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอจึงช่วยสมองและร่างกายพัฒนาได้อย่างปกติตามช่วงวัย และอาจลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพบางอย่างในเด็กด้วย

โอเมก้า 3 สารอาหารจำเป็นเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็ก ๆ

กรดไขมันโอเมก้า 3 ประกอบไปด้วยกรดไขมันชนิดย่อย อย่างเอแอลเอ (ALA) อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายที่ต้องได้รับจากอาหารและอาหารเสริม   

ประโยชน์ของโอเมก้า 3 เพื่อสุขภาพของเด็ก

การได้รับกรดไขมันโมก้า 3 อาจส่งผลดีต่อสุขภาพเด็กในด้านต่อไปนี้

1. เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร

วิตามินบางชนิดสามารถย่อยและแตกตัวได้ก็ต่อเมื่อสัมผัสกับไขมัน การกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 ที่เป็นไขมันชนิดหนึ่งเช่นกัน จะช่วยให้วิตามินที่ละลายในไขมัน อย่างวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค สามารถแตกตัวได้ดี ช่วยให้ร่างกายของเด็กดูดซึมสารอาหารอย่างเต็มที่มากขึ้น ซึ่งการได้รับสารอาหารที่เพียงพอก็อาจช่วยให้เด็ก ๆ แข็งแรงมีสุขภาพดีและเติบโตอย่างสมวัย

2. บำรุงหัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย หากหัวใจเกิดความผิดปกติอาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ซึ่งปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการกินอาหารที่ไม่ดี การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และความเครียดล้วนกระตุ้นให้หัวใจเกิดการทำงานผิดปกติได้

กรดไขมันโอเมก้า 3 ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณต้านการอักเสบของร่างกาย ข้อมูลส่วนหนึ่งชี้ว่าการได้รับกรดไขมันชนิดนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เพราะโอเมก้า 3 จะเข้าไปลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ที่เป็นไขมันชนิดไม่ดี ช่วยปรับสมดุลความดันเลือด ยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ซึ่งอาจลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเหล่านั้น

แม้ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดจะพบได้น้อยในเด็ก แต่การได้รับกรดไขมันชนิดนี้ก็อาจช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงให้กับเด็กได้

3. รักษาพัฒนาการของสมองตามช่วงวัย

การพัฒนาของสมองในเด็กที่เป็นไปตามช่วงวัยเป็นสัญญาณของสุขภาพที่ดี เพราะจะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาในด้านการเรียนรู้และพฤติกรรมด้านอื่น ๆ ที่เหมาะสมตามมา จากข้อมูลที่มีการศึกษานั้นพบว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นส่งผลดีต่อพัฒนาการของสมอง ตั้งแต่ทารกในครรภ์ไปจนถึงช่วงวัยรุ่น

โดยในการศึกษาชิ้นหนึ่งได้ให้เด็กอายุ 7–9 ปี กินอาหารที่มีส่วนผสมของกรดโอเมก้า 3 ติดต่อกัน 6 เดือน ผลพบว่าเด็กกลุ่มที่กินอาหารดังกล่าวมีผลการทดสอบการเรียนรู้ด้านการพูดและความจำที่ดีขึ้น จึงอาจเป็นไปได้ว่ากรดโอเมก้า 3 อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพของสมองในด้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและเก็บข้อมูลในระยะยาว

4. บรรเทาอาการจากโรคสมาธิสั้น

จากสรรพคุณของโอเมก้า 3 ที่มีต่อสมอง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บางส่วนชี้ว่ากรดไขมันชนิดนี้อาจส่งผลดีต่อเด็กสมาธิสั้น (ADHD) โดยอาจบรรเทาอาการสมาธิสั้น อยู่ไม่สุข ช่วยให้เด็กมีความจำที่ดีและมีสมาธิจดจ่อมากขึ้นด้วย อีกทั้งเด็กที่เป็นสมาธิสั้นมักมีปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่าระดับปกติ

แม้ว่าข้อมูลจะบอกโอเมก้า 3 ดีต่อเด็กที่เป็นสมาธิสั้น แต่โอเมก้า 3 ไม่ใช่ยารักษาโรค และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม จึงไม่ควรซื้ออาหารเสริมโอเมก้า 3 มาใช้เอง หากเด็กมีอาการหรือพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณของโรคสมาธิสั้น ควรพาเด็กไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะโรคนี้สามารถส่งผลต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตของเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

5. ลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า

เด็กโตและเด็กวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน ซึ่งการเผชิญกับโรคซึมเศร้าในช่วงวัยเด็กอาจเสี่ยงต่อความผิดปกติทางอารมณ์ชนิดอื่น ๆ ปัญหาด้านการเรียน การติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การทำร้ายตัวเอง และการฆ่าตัวตาย

หลักฐานวิทยาศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่าโอเมก้า 3 อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติทางอารมณ์ในเด็กได้ ในบางกรณีแพทย์อาจใช้น้ำมันปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบ เพื่อบรรเทาอาการจากภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

แม้จะมีการศึกษาหลายชิ้นรองรับ แต่การศึกษาอีกส่วนหนึ่งกลับให้ผลตรงกันข้ามว่าโอเมก้า 3 ไม่ได้ส่งผลต่ออาการโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด จึงยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่ากรดไขมันชนิดนี้เป็นประโยชน์หรือไม่ เพื่อป้องกันผลกระทบจากโรค พ่อแม่ควรใส่ใจถึงภาวะอารมณ์ของลูกและสร้างตระหนักรู้ถึงอาการของโรค เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที

6. บรรเทาโรคหอบ

โรคหอบหรือโรคหืด (Asthma) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยทำให้หลอดลมอักเสบและหดตัวฉับพลัน ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงคาดว่าโอเมก้า 3 อาจบรรเทาอาการอักเสบของหลอดลมจากโรคหอบได้

เช่นเดียวกับสรรพคุณอื่น ๆ การศึกษาหลายชิ้นชี้ว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีดีเอชเอและอีพีเอเป็นประจำต่อเนื่องกัน อาจช่วยบรรเทาและลดความถี่ของโรคหอบที่เกิดในเด็ก แต่การศึกษาอีกหลายชิ้นกลับไม่พบสรรพคุณของโอเมก้า 3 ที่มีต่อโรคหอบ

จากข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของโอเมก้า 3 เหล่านี้อาจสังเกตได้ว่าสรรพคุณที่เกี่ยวกับการรักษา ป้องกัน และบรรเทาอาการของโรคของกรดไขมันโอเมก้า 3 นั้นยังไม่ถูกยืนยันอย่างแน่ชัด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โอเมก้า 3 เพื่อหวังผลในการรักษาและป้องกันโรค

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของกรดโอเมก้า 3 ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหัวใจ การพัฒนาสมอง และสุขภาพทั่วไปนั้นดูมีความเป็นไปได้และปลอดภัยมากกว่า ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ จึงควรเน้นการได้รับโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการรับสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่น ๆ ให้ครบถ้วนเพื่อสุขภาพที่ดี

โอเมก้า 3 หาได้จากไหนบ้าง

กรดไขมันโอเมก้า 3 จำเป็นต้องได้รับผ่านอาหารและอาหารเสริมเท่านั้น โดยอาหารประเภทต่อไปนี้มีส่วนประกอบของกรดไขมันดังกล่าว

  • ปลาทะเลเป็นกลุ่มอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง อย่างปลาแซลมอน ปลาทูนา และปลาซาดีน
  • เมล็ดพืช ถั่ว และถั่วเปลือกแข็งบางชนิดมีโอเมก้า 3 รองลงมา เช่น เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาร์โนลา และขนมปังโฮลวีต
  • ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติมโอเมก้า 3 อย่างนม นมผง ขนมปัง และอื่น ๆ

การได้รับโอเมก้า 3 จากอาหารและนมที่เสริมโอเมก้า 3 นั้นค่อนข้างปลอดภัย สำหรับอาหารเสริมโอเมก้า 3 อย่างน้ำมันปลาจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ในเด็ก เพราะอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงบางอย่างได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ

การได้รับโอเมก้า 3 เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งยังจำเป็นต่อการพัฒนาของเด็ก พ่อแม่จึงควรใส่ใจในการเรื่องอาหารการกินของเด็ก เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน หากพบความผิดปกติหรือสัญญาณของปัญหาสุขภาพ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้ออาหารเสริมทุกชนิดมาใช้แล้วหวังผลในการรักษาหรือป้องกันโรค