แผลเป็น เป็นแล้วหายหรือไม่ ป้องกันอย่างไร

แผลสดหายไปแต่ไม่วายเหลือแผลเป็นทิ้งไว้ เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้หลายคนไม่น้อย แถมยังสร้างความไม่มั่นใจ ต้องคอยปกปิดอยู่ตลอดเวลา จะดีกว่าไหมหากรู้วิธีป้องกันหรือหากสายไปแล้วก็มีวิธีรักษาให้แผลเป็นนั้นจางลงได้

แผลเป็น

แผลเป็นมาจากไหน ?

แผลเป็นเกิดขึ้นจากกระบวนการหนึ่งของการรักษาแผลที่ร่างกายสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผลจากอุบัติเหตุ แผลผ่าตัด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จะตามมาด้วยการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าคอลลาเจนเพื่อช่วยสร้างเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายขึ้นใหม่ ทำให้บาดแผลหายเป็นปกติในที่สุด จนเมื่อเวลาผ่านไปสัก 3 เดือน คอลลาเจนใหม่ก็ยังถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเลือดก็มาเลี้ยงมากขึ้นจนแผลนูนเป็นก้อนแข็งและแดง หากคอลลาเจนเหล่านี้หยุดสร้าง และเลือดที่มาเลี้ยงลดลง แผลเป็นจะค่อย ๆ เรียบ นุ่มลง และจางไปในที่สุด

ข่าวร้ายก็คือเมื่อเกิดแผลเป็นแล้วจะไม่มีวันหายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาให้จางลงเท่านั้น ปกติแผลเป็นอาจจางไปเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากพ้นช่วง 2 ปีแรกก็มีโอกาสน้อยที่จะจางลงอีก

ทั้งนี้การเกิดแผลเป็นในแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมจึงมีโอกาสเกิดแผลเป็นมากกว่า โดยบริเวณที่เสี่ยงเกิดแผลเป็นได้ง่ายคือหน้าอก หลัง ติ่งหู และไหล่ และหากเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อ เช่น หัวเข่าและไหล่ ก็ยิ่งทำให้แผลเป็นขยายออกกว้างขึ้นได้ง่าย

ประเภทของแผลเป็น

แผลเป็นสามารถแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะของแผลที่แตกต่างกันไป ดังนี้

แผลเป็นทั่วไป แผลเป็นที่อาจคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เพราะพบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นจากกระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย แผลเป็นชนิดนี้แรกเริ่มมักปรากฏเป็นสีแดงหรือสีคล้ำ นูนขึ้นมาจากผิวหนัง หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ มีสีอ่อนและแบนลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 2 ปี แต่ใช่ว่าจะจางหายไปทั้งหมด ยังคงเหลือร่องรอยไม่น่าพึงพอใจทิ้งไว้เช่นเดียวกับแผลเป็นชนิดอื่น ๆ

แผลเป็นชนิดนี้มักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด อาจมีอาการคันบ้าง แต่ก็เพียงช่วงเวลาไม่กี่เดือน และอาจมีลักษณะปรากฏเป็นสีค่อนข้างเข้มและไม่สวยงามเท่าไหร่นัก ลักษณะของแผลเป็นชนิดนี้ยังขึ้นอยู่กับความกว้างของแผลด้วย หากผิวหนังบริเวณขอบของแผลมาบรรจบกันเมื่อหายดี แผลเป็นนี้จะกลายเป็นเส้นบางและจางลง แต่หากแผลนั้นกว้างและผิวหนังบริเวณดังกล่าวหายไปมาก เนื้อเยื่อของแผลเป็นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อมาเติมเต็มผิวหนังส่วนที่เสียหาย  จึงทำให้แผลเป็นมีขนาดใหญ่และต้องใช้เวลานานกว่าจะจางลง

สำหรับคนผิวสีเข้ม แผลเป็นอาจจางลงแล้วทิ้งรอยสีน้ำตาลหรือสีขาวไว้ และมักคงอยู่อย่างถาวร แต่บางครั้งก็อาจเลือนลางตามเวลาได้เหมือนกัน และถ้ามีสีผิวที่ไหม้จากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน แผลเป็นชนิดนี้ก็อาจโดดเด่นขึ้นมา เพราะแผลจะปรากฏเป็นสีผิวเดิมตามธรรมชาติ

แผลเป็นคีลอยด์ กระบวนการรักษาแผลที่คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมากผิดปกติ ทำให้เนื้อเยื่อของแผลเป็นที่เกิดขึ้นเติบโตจนเกินขอบเขตของแผลเดิมและขยายขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าแผลจะหายดีแล้วก็ตาม เป็นลักษณะของคีลอยด์

แผลเป็นคีลอยด์มักมีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนัง ค่อนข้างเป็นมันเงา และไม่มีขนขึ้นที่แผล ในระยะแรกของแผลจะมีสีแดงหรือม่วง หลังจากนั้นสีจึงค่อย ๆ ซีดลงไป ผิวสัมผัสจะให้ความรู้สึกแข็ง ๆ คล้ายยาง แต่คีลอยด์ในบางบริเวณก็อาจเกิดเป็นก้อนนุ่ม ๆ ได้ เช่น แผลเป็นที่ติ่งหูหลังการเจาะหู

แผลเป็นชนิดนี้ยังมักตามมาด้วยอาการคัน เจ็บ แสบร้อน หรือหากแผลตึงและเกิดใกล้ข้อต่อก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องระวังเพราะมีโอกาสเกิดแผลเป็นชนิดนี้สูง ได้แก่ แผลบริเวณรอบ ๆ กระดูกหน้าอก แผ่นหลังส่วนบน ต้นแขนหรือหัวไหล่ และติ่งหู

แผลเป็นนูน แผลเป็นนี้คล้ายคลึงกับคีลอยด์มากทีเดียว เพราะนอกจากจะเกิดจากการผลิตคอลลาเจนรักษาแผลที่ไม่สมดุลเหมือนกัน ลักษณะรูปร่างยังใกล้เคียงกับแผลเป็นคีลอยด์ที่มีสีแดงและนูนขึ้น เพียงแต่แผลเป็นนูนนั้นไม่ขยายกว้างขึ้นกว่าแผลเดิม

แผลเป็นนูนอาจจำกัดการเคลื่อนไหวให้ทำได้ไม่เต็มที่เหมือนปกติ เนื้อแผลเป็นหนาขึ้นกว่าเดิม จากนั้นค่อย ๆ แบนและเลือนลงในช่วงเวลา 2-5 ปี

แผลเป็นจากแผลไหม้ ผิวหนังที่ถูกไหม้อาจพัฒนาจนเกิดแผลเป็นชนิดนี้ โดยจะทำให้ผิวหนังตึง และอาจส่งผลให้การเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดแผลทำได้ไม่เต็มที่ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือแผลนี้สามารถเกิดลึกลงไปจนกระทบต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้

แผลเป็นหลุมลึก ปัญหาสิวที่รุนแรงอาจทิ้งร่องรอยแผลเป็นไว้ไม่หาย ซึ่งแผลเป็นจากสิวนั้นมีทั้งชนิดที่เป็นหลุมลึกลงไป หรือปรากฏเป็นรอยยาวบนใบหน้า นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังที่เกิดจากโรค เช่น อีสุกอีใส ที่แม้จะรักษาจนหายดีแล้ว ก็ทิ้งรอยหลุมแผลเป็นฝากไว้ได้เช่นกัน

วิธีรักษาแผลเป็นให้จางลง

วิธีรักษาแผลเป็นขึ้นอยู่กับลักษณะประเภทและอายุของแผลเป็น มีหลายวิธีคือ

  • การใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนลดแผลเป็น เป็นวิธีที่ง่าย สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา เพียงวางเจลชนิดนี้ลงบนแผลเป็นวันละ 12 ชั่วโมง ติดต่ออย่างน้อย 3 เดือน ใช้สำหรับลดความแดงของแผลเป็น และอาจช่วยลดขนาดของคีย์ลอยด์หรือแผลเป็นชนิดนูนที่ไม่ขยายใหญ่ให้เล็กลงได้
  • การใช้แผ่นผ้าแปะกด (pressure dressings) แผลเป็นจากการไหม้ขนาดใหญ่หรือจากการปลูกถ่ายผิวหนัง อาจทำให้แบนและนุ่มลงได้ด้วยการใช้แผ่นผ้าที่ยืดหยุ่นแปะกดไว้เหนือแผลเป็นตลอดทั้งวัน ประมาณ 6-12 เดือน วิธีนี้ยังสามารถรักษาแผลเป็นที่เป็นมานานให้จางลง ควบคู่กับการใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคน
  • การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ความแดงของแผลสามารถใช้เลเซอร์ช่วยให้จางลงด้วยการเล็งไปที่เส้นเลือดในเนื้อเยื่อแผลเป็น วิธีนี้ยังถูกใช้สำหรับรักษาแผลเป็นจากสิวที่เป็นหลุมลึกให้เรียบลงได้ รวมทั้งกำจัดผิวหนังชั้นบนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ปัจจุบันการการใช้เลเซอร์ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยและได้ผล การรักษาจึงควรต้องควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาแผลเป็นเท่านั้น
  • การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid injections) สำหรับแผลเป็นประเภทคีลอยด์และแผลเป็นนูนที่ไม่ขยาย สามารถทำให้จางหรือยุบลงด้วยการฉีดสเตียรอยด์ ในปริมาณเข็มเล็ก ๆ ลงไปที่แผลเป็นหลาย ๆ ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของแผล และอาจต้องมีการฉีดซ้ำ ปกติจะฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกาย ถ้าแผลเป็นดีขึ้นจึงอาจรักษาด้วยวิธีนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ
  • การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal fillers) เป็นการรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่อาจมีราคาแพงและได้ผลเพียงชั่วคราว ทำให้ต้องฉีดซ้ำบ่อยครั้ง
  • Skin needling เป็นการใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก ใช้กดลงกับผิวหนังเพื่อรักษารอยแผลเป็น รอยหลุมสิวและฝ้า นับเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยได้ เพียงแต่ต้องทำบ่อยครั้งหากต้องการให้เห็นผลชัดเจน
  • การผ่าตัดแผลเป็น วิธีการรักษาที่อาจช่วยเปลี่ยนลักษณะของแผลเป็น เปลี่ยนตำแหน่ง รูปร่าง ความกว้าง รวมถึงทำให้แผลที่บริเวณข้อต่อหายตึงและการเคลื่อนไหวดีขึ้นได้ แต่วิธีนี้มีข้อระวังคืออาจมีผลข้างเคียงให้เกิดแผลเป็นจากแผลผ่าตัดมาเพิ่ม และหากใช้วิธีนี้กับแผลเป็นนูน ก็ยิ่งเสี่ยงที่แผลจะกลับแย่ลงกว่าเดิม
ส่วนการรักษาแผลเป็นคีลอยด์ หลังการผ่าตัดมักตามด้วยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ทันที และไม่แนะนำให้ใช้การผ่าตัดอย่างเดียว เพราะแผลอาจโตขึ้นกว่าเดิม นอกจากการฉีดยาแล้วก็อาจรักษาด้วยรังสีเอกซเรย์และยารับประทานร่วมด้วยได้

ป้องกันการเกิดแผลเป็นได้อย่างไร ?

การดูแลรักษาแผลให้ดี ถือเป็นการป้องกันการเกิดแผลเป็นที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแผลจากของมีคม แผลครูดถลอก แผลจากการเย็บ แผลผ่าตัด หรือแผลจากสิว

ขั้นแรกของการทำแผลควรใช้น้ำเย็นล้างทำความสะอาด แล้วเช็ดรอบ ๆ แผลด้วยสบู่หรือผ้าสำหรับทำความสะอาด ส่วนสบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง ไฮโดรเจนเพอร์อ็อกไซด์ ไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อนั้นไม่แนะนำให้ใช้บ่อย ๆ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองและทำให้แผลหายช้า

เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อย ควรใช้ผ้าปิดแผลเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย สิ่งสกปรก และสิ่งระคายเคือง อีกทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แผล ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ลดโอกาสการเกิดแผลเป็นไปในตัว

ที่สำคัญคือห้ามเขี่ย แคะ แกะ และเกาแผลเป็นอันขาด เพราะจะเป็นการเปิดแผลขึ้นอีกครั้ง และเสี่ยงต่อแบคทีเรีย ซ้ำร้ายยังอาจทำให้แผลเป็นมีขนาดใหญ่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาแผลอย่างดีใช่ว่าจะช่วยป้องกันแผลเป็นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากแนวโน้มของการเกิดแผลเป็นของแต่ละคนและแต่ละบริเวณของร่างกายนั้นแตกต่างกัน แต่การป้องกันที่ทำได้เหล่านี้ก็อาจช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นลงได้ระดับหนึ่ง