เพศศึกษา: เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ควรรู้และเปิดใจ

ในปัจจุบันสังคมเปิดกว้างและให้อิสระในเรื่องเพศมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ทว่าในเรื่องของเพศศึกษากลับไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การข่มขืน เป็นต้น

เพศศึกษา

ทั้งนี้ปัญหาต่าง ๆ สามารถลดลงได้ หากได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ ซึ่งสถาบันครอบครัวก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยให้เด็กมีความเข้าใจที่ดีมากขึ้น ผู้ปกครองจึงควรทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ให้ความรู้ รวมทั้งควรเปิดใจในเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเป็นเรื่องต้องห้าม และกล้าที่จะพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดเผยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง หากยังไม่ทราบว่าจะเปิดใจคุยกับเด็กอย่างไร และควรจะพูดเรื่องเหล่านี้ตอนไหน นี่คือข้อแนะนำดี ๆ เพื่อการเริ่มต้นอย่างถูกต้อง

ควรคุยกับลูกเรื่องเพศอย่างไร ?

ในกรณีที่เด็กไม่กล้าเริ่มต้นคุยกับผู้ปกครอง เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองเปิดใจพร้อมจะให้คำปรึกษาแก่บุตรหลาน ซึ่งการพูดคุยกับบุตรหลานควรคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้

  • ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ การพูดคุยเรื่องเพศไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นกันอย่างเป็นทางการเสมอไป แต่สามารถใช้โอกาสต่าง ๆ ในการพูดคุยเริ่มต้น อาทิ ขณะดูโทรทัศน์ หรือขณะที่กำลังเดินทาง เป็นต้น
  • พูดความจริง ในหลาย ๆ ครั้ง เด็กอาจจะนำเรื่องเกี่ยวกับเพศบางอย่างมาปรึกษา ซึ่งผู้ปกครองอาจจะไม่รู้อย่างแน่ชัด หรือไม่แน่ใจในคำตอบ สิ่งที่ดีที่สุดคือควรบอกกับเด็กตรง ๆ ว่าไม่รู้ แต่ไม่ควรจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น ควรบอกกับเด็กว่า จะพยายามหาคำตอบมาให้หรือชวนหาข้อมูลคำตอบด้วยกัน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าผู้ปกครองใส่ใจในเรื่องที่ซักถาม และกล้าที่จะคุยอีกในครั้งต่อไป
  • พูดอย่างตรงไปตรงมา เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่ควรพูดอ้อมค้อมเกินไป เพราะการพูดอ้อมค้อมอาจทำให้เด็กเข้าใจผิด และปลูกฝังความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ ทางที่ดีที่สุดคือ พูดอย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนที่สุด
  • ตระหนักถึงมุมมองของเด็ก เรื่องเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้นผู้ใหญ่ควรตระหนักถึงมุมมองของเด็ก รับฟังและทำความเข้าใจกับความคิดของบุตรหลาน และควรให้กำลังใจ เพื่อให้เด็กมีความกล้าที่จะปรึกษาในครั้งต่อ ๆ ไป
  • อย่าให้แต่ความรู้ที่หาได้ในตำราเรียน ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะได้รับการสอนเรื่องเพศศึกษาพื้นฐานมาจากที่โรงเรียนแล้ว แต่การที่เด็กถามผู้ปกครองนั้นแปลว่าพวกเขาต้องการรู้มากกว่าแค่ในตำราเรียน ดังนั้นผู้ปกครองควรสอดแทรก ความรู้สึก ทัศนคติ และค่านิยมเข้าไปด้วย เพื่อให้เด็กเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้น และสามารถคิดได้เองว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร
  • เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้เด็กรู้สึกวางใจและสบายใจที่จะคุยเรื่องเพศกับผู้ปกครองก็คือการเปิดโอกาสให้เด็กได้ซักถามและแสดงความเห็น ไม่ควรมุ่งที่จะสอนโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดในสิ่งที่คิด และควรลงท้ายเสมอว่า คุณรู้สึกยินดีที่ได้ให้คำปรึกษา และพร้อมจะให้คำปรึกษาเสมอเมื่อเด็กต้องการ
นอกจากนี้ ในกรณีที่บุตรหลานมีแฟนหรือคนรัก ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำในเรื่องการระมัดระวังตัวและการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เด็กถูกล่อลวงไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น การเสพยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ไม่พร้อม เป็นต้น ที่สำคัญการพูดคุยเรื่องเพศ ไม่ควรเป็นเรื่องที่เป็นทางการเกินไป แต่ควรพูดคุยให้เป็นเรื่องปกติ เพื่อให้เด็กรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยด้วย

คำถามแบบไหน ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ?

นอกจากความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาที่วัยรุ่นมักถาม เช่น เรื่องความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว อาจมีบางคำถามที่ผู้ปกครองควรเตรียมรับมือ เพราะหากให้คำตอบอย่างผิด ๆ หรือไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อาจนำมาสู่ปัญหาในภายหลังได้ ตัวอย่างคำถามที่อาจพบได้ มีดังนี้

คำถามที่ 1: เมื่อไหร่ที่รู้ว่าตัวเองพร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ ?

คำตอบที่ผู้ปกครองให้กับเด็กนั้นอาจส่งผลต่อความเข้าใจในเรื่องสัมพันธ์ได้ไม่น้อย ดังนั้นแทนที่ผู้ปกครองห้ามไม่ให้เด็กคิดถึงเรื่องนี้ ก็ควรเปลี่ยนมาอธิบายให้เด็กเข้าใจผลที่อาจจะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อีกทั้งยังควรแนะนำว่าไม่ควรรีบร้อนกับเรื่องเหล่านี้ และอธิบายว่ายังมีวิธีอีกมากมายที่สามารถแสดงความรู้สึก ไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องเพศสัมพันธ์เท่านั้น

คำถามที่ 2: หากคนรักอยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ตัวเด็กไม่พร้อมควรทำอย่างไร ?

เมื่อบุตรหลานอยู่ในช่วงกำลังมีแฟน คำถามนี้อาจเกิดขึ้นได้ โดยผู้ปกครองควรแนะนำว่าเพศสัมพันธ์ต้องเกิดขึ้นโดยสมัครใจ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากความหวาดกลัว หรือเพื่อผูกมัด และการใช้กำลังทุกประเภทนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก แต่เป็นการข่มขืน อีกทั้งควรแนะนำให้เด็กอยู่ให้ห่างการใช้ยาเสพติด หรือเครื่องดื่มมึนเมาไม่ว่าจะในกรณีใด ๆ ก็ตาม เพราะนอกจากจะทำให้ขาดสติแล้ว ยังทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจและนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม หรือการถูกข่มขืน

คำถามที่ 3: มีความรู้สึกว่าตนเองอาจเป็นเพศที่สาม ควรทำอย่างไร ?

มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย ที่คิดว่าตนเองอาจเป็นเพศที่สาม และเกิดความสับสน อาย และไม่กล้าผู้ความจริงกับพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรชี้นำว่าเด็กเป็นเพศใด แต่ควรให้เด็กสำรวจตัวเองว่าสนใจในเพศไหน ที่สำคัญผู้ปกครองควรแสดงออกว่า ผู้ปกครองยังคงรักและสนับสนุนเขาในทุก ๆ เรื่องไม่ว่าเขาจะมีความสนใจทางเพศเป็นอย่างไร เพื่อให้เด็กรู้สึกสบายใจมากขึ้น กล้าเปิดเผยมากขึ้น และไม่กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นปัญหาของครอบครัว

จะเห็นได้ว่าการพูดคุยเรื่องเพศศึกษากับบุตรหลานไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่ทั้งนี้ก็ควรเริ่มต้นในวาระและโอกาสที่ถูกต้อง และค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้วัยรุ่นนั้นมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทัศนคติต่อเรื่องเพศอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสังคม และทำให้อนาคตของชาติพัฒนาไปในทางที่ดี