อาเจียน

ความหมาย อาเจียน

อาเจียน (Vomit) มักเกิดขึ้นควบคู่กับอาการคลื่นไส้ เพื่อกำจัดอาหารจากกระเพาะอาหารผ่านทางปาก โดยปกติแล้วจะไม่พบอาการที่รุนแรง สามารถรักษาให้ดีขึ้นเองได้ที่บ้าน อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดหรือปนเปื้อนเชื้อโรค การรับประทานอาหารหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป การตั้งครรภ์ การเมารถหรือเมาเรือ ผลข้างเคียงจากโรคต่าง ๆ รวมถึงเป็นผลมาจากความเครียด โดยเกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่

อาเจียน

อาการของการอาเจียน

การอาเจียน โดยปกติแล้วจะมีอาการที่ไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาให้ดีขึ้นเองได้ที่บ้าน ยกเว้นการอาเจียนที่มีอาการรุนแรงหรือการอาเจียนที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค หากพบการอาเจียนร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง
  • ปวดท้องเฉียบพลันอย่างรุนแรงหรือเป็นตะคริว
  • เห็นภาพซ้อนหรือสายตาเบลอ
  • เป็นลม
  • รู้สึกสับสน
  • เนื้อตัวเย็นและผิวซีด
  • มีไข้สูงและอาการคอแข็ง เจ็บตึงที่บริเวณท้ายทอย ก้มและเงยลำบาก
  • อาเจียนคล้ายกับมีกลิ่นของอุจจาระออกมาด้วย

และควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • อาเจียนร่วมกับอาการปวดศีรษะหรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • อาเจียนถี่หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง ในผู้ใหญ่ที่มากกว่า 48 ชั่วโมง ในเด็กเล็กที่อายุน้อยว่า 2 ปี มากกว่า 24 ชั่วโมง หรือในเด็กทารกที่มากกว่า 12 ชั่วโมง และไม่พบอาการที่ดีขึ้น
  • ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำลงไปได้ นานถึง 12 ชั่วโมง หรือในเด็กที่ไม่สามารถดื่มน้ำลงไปได้นาน 8 ชั่วโมง
  • มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตาโหล ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้ม
  • อาเจียนมีสีเขียวอ่อน หรือมีสีแดงหรือสีดำปนออกมาด้วย

สาเหตุของการอาเจียน

การอาเจียนเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การใช้ชีวิตประจำวัน การตั้งครรภ์ การใช้ยา อาการข้างเคียงของโรค รวมไปถึงเป็นผลมาจากการรักษาโรคอื่น ๆ เช่น

  • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ
  • การติดเชื้อที่ไต หรือนิ่วในไต
  • ปวดศีรษะไมเกรน เนื้องอกในสมอง หูชั้นในอักเสบ
  • ไขสันหลังอักเสบ
  • การตั้งครรภ์
  • การเมารถเมาเรือ
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การรักษาด้วยรังสีและการทำเคมีบำบัด การสัมผัสสารเคมีบางชนิด
  • ความเครียดทางอารมณ์
  • อุบัติเหตุจากแรงกระแทก

การวินิจฉัยการอาเจียน

การอาเจียน แพทย์จะวินิจฉัยอาการโดยซักประวัติเบื้องต้น เช่น อาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา จากนั้นจะสอบถามเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการและช่วงเวลาที่เกิดการอาเจียน ประเภทอาหารที่รับประทานในช่วงที่ผ่านมา การใกล้ชิดกับผู้ป่วย รวมถึงตรวจร่างกายและตรวจอาการของภาวะขาดน้ำ หรืออาจตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจช่องท้อง ตรวจสมองและระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุของการอาเจียนต่อไป

การรักษาการอาเจียน

การอาเจียน โดยปกติแล้วจะไม่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยรักษาตัวเองให้ดีขึ้นได้ที่บ้าน โดยปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ เช่น

  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน เพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • รับประทานขิงหรือเครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ น้ำขิง น้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมเกลือแร่ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว เป็นต้น เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)

การอาเจียนที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาโปรเมทาซีน (Promethazine) หรือยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) เพื่อระงับการอาเจียน ในหญิงตั้งครรภ์อาจมีการใช้ยามีไคลซีน (Meclizine) หรือยาไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ซึ่งช่วยลดอาการอาเจียนจากการแพ้ท้องในช่วงสัปดาห์ที่ 1-12 ของการตั้งครรภ์ได้

ภาวะแทรกซ้อนของการอาเจียน

การอาเจียนเป็นการขับอาหารและน้ำออกจากร่างกาย หากมีการอาเจียนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือมีอาการรุนแรงซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) หรืออาจพบภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) ร่วมด้วย โดยเฉพาะการอาเจียนที่มีสาเหตุมาจากปัญหาของกระเพาะอาหาร หรืออาหารเป็นพิษ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำสังเกตอาการได้จากการวิงเวียน ปวดศีรษะ ตาโหล ปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะน้อยลง อ่อนเพลีย พบมากในเด็กและทารกเนื่องจากร่างกายมีขนาดเล็กและมีส่วนประกอบของน้ำในร่างกายน้อยกว่าในผู้ใหญ่ หากพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์
  • อาเจียนมีสีเปลี่ยนไป หากพบว่าอาเจียนมีสีดำหรือสีแดง เนื่องจากมีเลือดปนออกมาอาจเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารหรือการระคายเคืองในลำไส้ หรืออาเจียนมีสีเขียวอ่อนเนื่องจากมีน้ำดีปนออกมาด้วย อาจเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับปัญหาของระบบย่อยอาหาร
  • ปวดท้องรุนแรง หรือมีไข้และอาเจียนร่วมด้วย อาจเป็นอาการที่บ่งถึงโรคไส้ติ่งอักเสบ
  • การอาเจียนที่รุนแรงในทารก อาจเป็นอาการที่บ่งถึงการตีบตันของกระเพาะอาหารส่วนปลาย ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงอาหาร
  • การอาเจียนหลังได้รับบาดเจ็บ เช่น การกระทบกระเทือนที่ช่องท้อง บ่งชี้ถึงการบาดเจ็บที่อวัยวะซึ่งทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร
  • การอาเจียนหรือปวดศีรษะร่วมด้วยหลังตื่นนอน อาจมีสาเหตุมาจากความดันสมองที่เพิ่มในระหว่างการนอนหลับ พบมากในเด็ก และพบได้ในผู้ป่วยไมเกรนหรือผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การป้องกันการอาเจียน

การอาเจียนที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ป้องกันได้โดยเริ่มจากการมีสุขอนามัยที่ดี ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ให้อิ่มท้องพอดี และไม่รีบรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเมารถหรือเมาเรือ รวมถึงในขณะเดินทางพยายามมองตรงไปที่ด้านหน้าเพื่อลดอาการเมา