สิวในจมูกเกิดจากอะไร รับมือและป้องกันได้อย่างไรบ้าง

สิวในจมูกเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้กับใครหลายคน เพราะมักทำให้เกิดอาการระคายเคืองในรูจมูก บางคนอาจรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าสิวที่เกิดบริเวณอื่น และอาจทำให้การทำกิจวัตรประจำวันอย่างการเช็ดหน้าหรือการล้างหน้าทำได้ลำบากขึ้นด้วย 

สิวในจมูกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ มักเกิดบ่อยในวัยรุ่นเหมือนกับสิวบริเวณอื่น เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนมากขึ้น ทำให้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดสิว บางกรณีอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นและอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ว่าแต่สิวในจมูกจะเกิดมาจากสาเหตุใดบ้าง และมีวิธีจัดการกับสิวในจมูกได้อย่างไร ไปหาคำตอบกัน

สิวในจมูกเกิดจากอะไร รับมือและป้องกันได้อย่างไรบ้าง

สาเหตุของการเกิดสิวในจมูก

สิวในจมูกส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของน้ำมันส่วนเกินหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วภายในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตันและเกิดเป็นสิวขึ้นมา บางกรณีอาจเป็นผลมาจากการเกิดขนคุดในรูจมูก และอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย 

โดยปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดสิวในจมูก เช่น การแคะจมูก การกำจัดขนในจมูกด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม และการสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำหรือเป็นโรคเบาหวานอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อบนผิวหนังได้ง่ายกว่าคนทั่วไป จึงมักจะเกิดสิวในจมูกได้ง่าย 

วิธีจัดการกับสิวในจมูกง่าย ๆ 

สิวในจมูกส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง และเมื่อเกิดสิวในจมูกให้หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ หรือแคะจมูก เพราะหากมือไม่สะอาดแล้วนำไปจับจมูกจะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อหรือระคายเคืองมากขึ้นได้ แต่หากมีอาการเจ็บปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถบรรเทาอาการจากสิวได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

รับประทานยาแก้ปวด

 

หากมีอาการเจ็บปวดจากสิวในจมูกสามารถรับประทานยาแก้อักเสบที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ส่วนมากจะเป็นยาในกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยานาพรอกเซน (Naproxen) โดยให้รับประทานตามฉลากยาหรือคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด และหากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ประคบร้อน

 

การประคบด้วยน้ำอุ่นบริเวณจมูกสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการระคายเคืองของสิวในจมูกได้ โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นและบิดให้พอหมาด จากนั้นนำไปประคบบนจมูกบริเวณที่เป็นสิวนานครั้งละ 15–20 นาที วันละ 3 ครั้งจนกว่าสิวจะหาย หรือจนกว่าอาการปวดจะเริ่มดีขึ้น

ใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิว

 

คนที่เป็นสิวในจมูกอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต้มสิวมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีข้อควรระวังในการใช้ที่แตกต่างกันออกไป และบางประเภทอาจไม่เหมาะกับคนบางกลุ่ม คนที่มีอาการแพ้ง่าย มีโรคประจำตัว หรือมีภาวะสุขภาพอื่น ๆ เช่น กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

นอกจากนี้ การทาน้ำมันหอมระเหยบางประเภทอาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของสิวในจมูกได้ เช่น น้ำมันหอมระเหยจากโรสแมรี่และทีทรีออยล์ แต่วิธีนี้ยังเป็นเพียงการรักษาทางเลือกที่ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับมากเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ และการใช้น้ำมันหอมระเหยต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

เคล็ด (ไม่) ลับ ป้องกันการเกิดสิวในจมูก

การป้องกันการเกิดสิวในจมูกคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้รูจมูกเกิดการหมักหมม ระคายเคือง อักเสบ หรือติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดสิวตามมาได้ โดยมีวิธีการดังนี้

  • รักษาความสะอาดอยู่เสมอ เช่น ล้างหน้าให้สะอาด รักษาความสะอาดของเครื่องนอน และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่แคะจมูกบ่อย ๆ หรือใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสบริเวณจมูกและใบหน้า
  • ไม่สั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง และไม่ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่ปั่นวนในรูจมูกอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการกำจัดขนในจมูกด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือใช้อุปกรณ์แหลมคมที่อาจทำให้เกิดบาดแผลตามมา
  • หากมีภาวะเครียดบ่อย ๆ ควรหาวิธีจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม เพราะความเครียดอาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้สิวหายช้าลงได้

แม้ว่าการสิวในจมูกส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอันตราย แต่การเกิดสิวในจมูกหรือการติดเชื้อในจมูกบางกรณีก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอย่างภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (Cavernous Sinus Thrombosis) ได้ด้วย เพราะหลอดเลือดในจมูกบางส่วนนั้นเชื่อมต่อไปยังสมอง 

หากสิวในจมูกมีอาการรุนแรง บวมแดง เจ็บปวดมากกว่าปกติ หรือมีอาการผิดปกติอื่นเกิดขึ้น เช่น มีไข้สูง วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม มองเห็นลำบาก และเห็นภาพซ้อน ให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่อาการของสิวในจมูกทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น การติดเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus) ซึ่งนำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้เช่นกัน