ข้ามไปที่เนื้อหา
Pobpad
ครอบครัว

ฝ้าขณะตั้งครรภ์ และการดูแลผิวที่คุณแม่ท้องควรรู้

อัปเดตล่าสุด 24 พ.ค. 2567

ฝ้าขณะตั้งครรภ์ (Melasma in Pregnancy/Chloasma) คือรอยด่างสีน้ำตาลเข้มที่ผิวหนังที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก จมูก และแก้ม การเกิดฝ้าขณะตั้งครรภ์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพครรภ์หรือเป็นอันตรายใด ๆ แต่อาจทำให้ผู้ตั้งครรภ์เกิดความไม่มั่นใจ และสีผิวดูไม่สวยงาม

การตั้งครรภ์ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง อย่างการเกิดฝ้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ฝ้าขณะตั้งครรภ์จะหายไปได้เองหลังคลอด ทั้งนี้ คุณแม่สามารถดูแลผิวเพื่อช่วยลดเลือนและป้องกันการเกิดฝ้าเพิ่มขึ้นได้

ฝ้าขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าขณะตั้งครรภ์

การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ เช่น เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าในขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเมลานิน (Melanin) มากขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ให้เม็ดสีแก่ผม ดวงตา และผิวหนัง จึงทำให้ผิวหนังบางส่วนมีสีเข้มขึ้น

ฝ้าขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2–3 ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ และระดับฮอร์โมนจะเพิ่มสูงสุดเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 32 สัปดาห์

 นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดฝ้าขณะตั้งครรภ์ เช่น

  • การสัมผัสรังสียูวี (UV) จากแสงแดดจัด
  • การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือยารักษาโรคบางอย่าง
  • คนในครอบครัวเป็นฝ้ามาก่อน
  • ผู้หญิงที่มีผิวเข้ม มีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้าได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวขาว
  • ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20–40 ปี

ลักษณะของฝ้าขณะตั้งครรภ์

ฝ้าขณะตั้งครรภ์มักมีลักษณะเป็นจุดหรือแถบสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมเทาบนผิวหนัง มักพบที่แก้มทั้งสองข้าง หน้าผาก คาง สันจมูก กราม และบริเวณเหนือริมฝีปากบน โดยจะค่อย ๆ ขึ้นที่ผิวหน้าอย่างช้า ๆ หากสัมผัสแสงแดดจัดบ่อยจะยิ่งเกิดฝ้าเป็นบริเวณกว้างมากขึ้น 

ฝ้าขณะตั้งครรภ์มักไม่ทำให้เกิดอาการคัน บวม หรือเจ็บที่ผิวหนัง อีกทั้งไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็งผิวหนัง และไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่จะส่งผลต่อความสวยงามบนใบหน้าเท่านั้น

นอกจากฝ้าขณะตั้งครรภ์ ผู้ตั้งครรภ์บางคนอาจมีผิวแตกลายที่หน้าท้อง หัวนมมีสีคล้ำกว่าปกติ และผิวหนังบริเวณอื่นอาจเข้มขึ้นด้วยเช่นกัน

แนวทางดูแลและป้องกันผิวจากฝ้าขณะตั้งครรภ์

โดยส่วนใหญ่แล้ว ฝ้าขณะตั้งครรภ์จะหายไปได้เองหลังจากการคลอดบุตรประมาณ 2–3 เดือน อย่างไรก็ดี มีข้อแนะนำในการดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น ดังนี้

ป้องกันผิวจากแสงแดด

ผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถปกป้องผิวจากแสงแดด และลดความเสี่ยงของการเกิดฝ้าขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแสงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลาระหว่าง 10.00–16.00 น.
  • กางร่ม สวมหมวก และเสื้อผ้าที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ในวันที่อากาศร้อนควรสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ที่มีเนื้อผ้าเบาสบาย
  • ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ซึ่งมีส่วนผสมของสารไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) และซิงค์ ออกไซด์ (Zinc Oxide) โดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

ทาครีมบำรุงผิว

ทาครีมบำรุงผิวที่อ่อนโยนโดยสังเกตคำว่า “เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย และเสี่ยงต่อการระคายเคืองต่ำ (Noncomedogenic) ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม” หรือเลือกใช้ครีมที่ปลอดภัยต่อผู้ที่ตั้งครรภ์ 

หากต้องการให้ฝ้าจางลง อาจใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีหรือกรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) ซึ่งจะช่วยลดเลือนฝ้าและทำให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น

ขณะตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ และไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) รวมถึงงดการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ 

ดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อาหารที่มีโอเมก้า 3 ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 12 รวมทั้งดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้มีสุขภาพที่ดี และป้องกันการแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกาย

ใช้คอนซีลเลอร์

หากไม่มั่นใจในสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอจากฝ้าขณะตั้งครรภ์ อาจแต่งหน้าและใช้คอนซีลเลอร์ (Concealer) ที่ช่วยปิดรอยคล้ำจากฝ้า และช่วยให้สีผิวดูเรียบเนียนและสม่ำเสมอขึ้น

หากฝ้าขณะตั้งครรภ์ไม่ดีขึ้นหลังคลอด สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของเตรทติโนอิน (Hydroquinone) ไฮโดรควิโนน และคอร์ติโคสเตียรอยด์ การเลเซอร์ การขัดผิวด้วยผงผลึกแร่ (Microdermabrasion) เป็นต้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษาระยะหนึ่งกว่าที่ฝ้าจะจางลง

หากเกิดความผิดปกติที่ผิวหนังขณะตั้งครรภ์ เช่น สีผิวเปลี่ยนไป มีตุ่มหรือก้อนคล้ายไฝขึ้น ไฝมีขนาดและสีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีอาการเจ็บปวด ผิวบวมแดง มีเลือดออก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาต่อไป 

หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง

มีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้สอดใส่ แต่น้ำอสุจิไหลจากทวารหนักไปโดนอวัยวะเพศหญิง จะท้องไหม

โดย สอบถามหน่อยครับ

อยากสอบถามว่าถ้าไม่ได้มีการสอดใส่เลยแค่ถูๆกันแต่น้ำอสุจินั้นไหลจากทางทวารหนักไปยังอวัยวะเพศมีโอกาศท้องไหมครับ

  • 2 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

มีเพศสัมพันธ์วันที่ 28 ก.พ. ไข่ตกวันที่ 4 มี.ค. ใส่ถุงยาง หลั่งนอก จะท้องไหม

โดย นพฤทธิ์ พลอาจทัน

คือไข่ตกวันที่4มีนาอะค่ะ เเล้วมีไรกะเเฟนวันที่28กุมภาพันธ์ใส่ถุงหลั่งนอก เช็คเเล้วว่าถุงไม่เเตกไม่รั่ว จะท้องไหมคะ

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

ประจำเดือนมาไม่ปกติมานานหลายปี บางครั้งหายไปหลายเดือน แล้วมีเพศสัมพันธ์แบบไม่สอดใส่ จะท้องไหม

โดย Fyu Too

เริ่มเรื่องคือเป็นคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติตั้งแต่มัธยมจนตอนนี้เรียนจบมหาลัยแล้ว ประจำเดือนจะมา 3-5 เดือนมาปกติแต่จากนั้นหายไป5-6 เดือนหรือ1-2 ปี และก็มาปกติติดต่อนกัน3-4…

  • 1 ตอบ
  • มากกว่า 3 ปี
  • คำตอบโดยแพทย์

เพิ่มเติม