ผ่าตัดมดลูก รู้ขั้นตอนเพื่อเตรียมพร้อม

ผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดนำเอามดลูก อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงซึ่งมีไว้เพื่อให้ทารกได้เจริญเติบโตอยู่ภายใน และออกไป เนื่องจากความจำเป็นทางการรักษาบางประการ โดยหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ รวมถึงไม่มีประจำเดือนอีกต่อไป

ผ่าตัดมดลูก

ประเภทของการผ่าตัดมดลูก

แพทย์จะมีดุลยพินิจในการเลือกประเภทของการผ่าตัดมดลูก โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของอาการป่วยที่เป็นสาเหตุนำมาสู่การผ่าตัด โดยกาารผ่าตัดมดลูกมี 4 ประเภท ดังนี้

  • การผ่าตัดมดลูกและปากมดลูกออกทั้งหมด (Total Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดนำเอามดลูกและปากมดลูกซึ่งเป็นทางเข้าสู่มดลูกที่อยู่ติดกับช่องคลอดด้านในสุดออกไปทั้งหมด เป็นวิธีการผ่าตัดมดลูกที่ใช้มากที่สุด
  • การผ่าตัดเฉพาะส่วนของมดลูก (Subtotal Hysterectomy) ผ่าตัดนำมดลูกออกไปโดยเหลือส่วนของปากมดลูกไว้เช่นเดิม
  • การผ่าตัดนำมดลูก ปากมดลูก ท่อนำไข่ และปีกมดลูกออกไปทั้งหมด (Total Hysterectomy with Bilateral Salpingo-Oophorectomy)
  • การผ่าตัดมดลูกแบบถอนราก (Radical Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดนำเอามดลูกและเนื้อเยื่อในบริเวณที่ใกล้เคียง อย่างท่อนำไข่ ปีกมดลูก ต่อมน้ำเหลือง เนื้อเยื่อไขมัน รวมถึงเนื้อเยื่อบางส่วนของช่องคลอดออกไปด้วย วิธีนี้มักถูกนำมาใช้เมื่อต้องการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดมดลูก

การผ่าตัดมดลูกจะถูกนำมาใช้ในกรณีที่เกิดความเจ็บปวดเรื้อรังบริเวณอุ้งเชิงกรานที่เป็นผลมาจากการเจ็บป่วยต่อไปนี้

  • ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease: PID) ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงและสร้างความเสียหายให้แก่อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ได้ โดยจะผ่าตัดรักษาต่อเมื่อผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) สร้างความเจ็บปวดเมื่อมีประจำเดือน
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปฝังตัวในกล้ามเนื้อของผนังมดลูก (Adenomyosis)
  • เนื้องอกในมดลูก (Fibroids) เป็นก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นและเจริญเติบโตภายในมดลูก ซึ่งอาจทำให้มีประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนเนื่องจากมดลูกหย่อนลงมาในช่องคลอด (Uterine Prolapse)
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (Abnormal Uterine Bleeding)
  • ภาวะเนื้อเยื่อปากมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติ (Cervical Dysplasia) ซึ่งเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก
  • มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งรังไข่
  • การผ่าตัดมดลูกฉุกเฉินหลังการทำคลอดแล้วมีภาวะเลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้

สิ่งที่ควรคำนึงในการผ่าตัดมดลูก

การผ่าตัดมดลูกไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ยังต้องการตั้งครรภ์และมีบุตร เนื่องจากหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่มีมดลูก ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์และมีลูกได้

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดมดลูก

ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องตัดสินใจร่วมกับแพทย์ พูดคุยถึงข้อดีและข้อเสียของการผ่าตัด รวมถึงต้องผ่าตัดต่อเมื่อการผ่าตัดมดลูกเป็นตัวเลือกการรักษาที่ดีและได้ผลต่ออาการป่วยที่มีมากที่สุด โดยผู้ป่วยควรมีการเตรียมการทั้งทางร่างกายและจิตใจก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดรักษา รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการพักฟื้นร่างกายในภายหลังด้วย

ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดมดลูก ได้แก่

ระยะก่อนการผ่าตัด

  • ก่อนการผ่าตัดตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดมดลูก เกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด การเตรียมตัว ผลข้างเคียง และวางแผนเพื่อการพักรักษาตัว อย่างการดูแลตนเอง และการลาพักฟื้นหลังการผ่าตัด ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติทางการแพทย์ที่สำคัญ การใช้ยา การรักษา และการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรงอย่างโรคเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจในขณะนอนหลับ หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ควรงดสูบบุหรี่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ยาสลบและการฟื้นฟูร่างกายหลังกายผ่าตัด ส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานควรลดน้ำหนักก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดและการใช้ยาสลบ เช่น การใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดนานกว่าที่ควร หรือการเสียเลือดมากจากการผ่าตัด โดยสามารถปรึกษาแพทย์ได้ถึงวิธีการลดและการควบคุมน้ำหนักตัว

  • ก่อนการผ่าตัด 1 สัปดาห์ เตรียมการให้ผู้ดูแลมารับกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยไม่ควรขับรถกลับบ้านด้วยตนเองหลังการผ่าตัดไปจนถึง 2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยควรวางแผนเตรียมการพักรักษาตัว เช่น เตรียมอาหารที่ควรรับประทานหลังการผ่าตัดให้เพียงพอต่อการพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้อยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน ในช่วงนี้ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันอาการท้องผูกซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัด และไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับประจำเดือน เพราะการมีประจำเดือนจะไม่ส่งผลต่อการผ่าตัดรักษา
  • ก่อนการผ่าตัด 1 วัน เตรียมตัวให้พร้อมในวันก่อนการผ่าตัด เช่น จัดยาหรืออาหารเสริมที่กำลังรับประทาน เตรียมพร้อมสำหรับการฉายภาพรังสีที่อาจทำก่อนการผ่าตัด รับประทานอาหาร เครื่องดื่ม ยา และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แพทย์กำหนด เพื่อเตรียมช่องท้องให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด อย่างรับประทานอาหารเบา ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก แพทย์อาจกำหนดให้งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนการผ่าตัด และควรผ่อนคลายก่อนการผ่าตัด ความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดจะทำให้เกิดฮอร์โมนความเครียด ซึ่งจะลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลกระทบต่อความเจ็บปวด แผลผ่าตัด และการติดเชื้อได้ ผู้ป่วยควรเรียนรู้วิธีการผ่อนคลาย เช่น หายใจเข้าลึก ๆ พักผ่อนให้เต็มที่ และคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น
  • วันผ่าตัด ผู้ป่วยต้องงดอาหารเช้าและงดน้ำดื่ม แม้กระทั่งตอนแปรงฟันบ้วนปากก็ต้องห้ามกลืนน้ำลงไป โดยต้องไม่สวมใส่เครื่องประดับใด ๆ ทั้งสิ้นในขณะทำการผ่าตัด และแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการป่วยใด ๆ ที่กำลังเป็นอยู่ในวันที่ต้องทำการผ่าตัด เพราะบางอาการอย่างการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หรือไข้หวัด อาจทำให้ต้องชะลอการผ่าตัดออกไป

ขั้นตอนการผ่าตัด

การใช้ยาสลบและยาชา

  • ยาสลบ: จะทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่รู้สึกตัวตลอดระยะเวลาในการผ่าตัด
  • ยาชาเฉพาะที่: หรือที่เรียกว่า การบล็อคหลัง แพทย์จะฉีดยาเข้าไปบริเวณไขสันหลัง จะทำให้ร่างกายช่วงเอวของผู้ป่วยรู้สึกชาและไม่รู้สึกเจ็บปวดในขณะผ่าตัด ในบางครั้งใช้ร่วมกับยาระงับประสาทช่วยผ่อนคลายความกังวลและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วง

วิธีการผ่าตัด

  • การผ่าตัดมดลูกผ่านหน้าท้องแบบปกติ (Abdominal Hysterectomy) แพทย์จะผ่าเปิดหน้าท้องในแนวตั้งหรือแนวนอน เพื่อตัดนำมดลูกออกมา โดยแผลผ่าตัดที่หน้าท้องจะสมานตัวและกลายเป็นรอยแผลเป็นเล็กน้อยในภายหลัง
  • การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด (Vaginal Hysterectomy) แพทย์จะผ่าเปิดแผล บริเวณภายในช่องคลอด แล้วตัดนำมดลูกออกมา เป็นวิธีการที่จะไม่มีรอยแผลภายนอก และไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่สามารถมองเห็นได้
  • การผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง (Laparoscopic Hysterectomy) แพทย์จะผ่าเปิดช่องเล็ก ๆ 3-4 รอยบริเวณหน้าท้อง แล้วใช้เครื่องมือเล็ก ๆ ที่ใช้ในการผ่าตัด ชื่อว่า ลาพาโรสโคป (Laparoscope) ซึ่งเป็นท่อบาง ๆ ที่มีความยาว มีหลอดไฟและมีกล้องความละเอียดสูงอยู่ที่ปลายท่อ ซึ่งจะคอยส่งสัญญาณภาพให้แพทย์ผ่าตัดเห็นส่วนที่เป็นมดลูก จากนั้นจะทำการตัดมดลูกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำชิ้นส่วนออกมาตามช่องที่ผ่าไว้ เป็นวิธีผ่าตัดที่ผ่าเปิดช่องเล็ก ๆ แทนการผ่าเปิดหน้าท้องเป็นแผลใหญ่แผลเดียว

การพักรักษาตัวหลังการผ่าตัด

เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง หากเป็นการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดหรือผ่าตัดผ่านกล้อง อาจต้องพักในโรงพยาบาล 1-4 วัน แต่หากเป็นการผ่าตัดผ่านทางหน้าท้องอาจต้องใช้เวลาพักในโรงพยาบาลนานถึง 5 วัน ระหว่างที่พักรักษาตัว ผู้ป่วยจะมีผ้าพันหรือปิดไว้บริเวณแผลผ่าตัด มีการต่อสายให้สารน้ำหรือยา และต่อท่อระบายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ แพทย์จะจ่ายยาเพื่อควบคุมอาการ บรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด และบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้ยาชาและยาสลบจากการผ่าตัดด้วย โดยแพทย์ ผู้ดูแล หรือนักกายภาพบำบัดจะคอยช่วยเหลือและกระตุ้นให้ผู้ป่วยลุกเดินออกกำลังกายง่าย ๆ เคลื่อนไหวร่างกายบ้างเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

หากเป็นการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด แพทย์จะสอดผ้าก๊อซในช่องคลอดไว้เพื่อซับเลือด และจะเอาออกภายใน 2-3 วันให้หลัง หลังจากนั้น ผู้ป่วยอาจยังมีเลือดหรือของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นระยะไปประมาณ 10 วัน จึงควรสวมใส่ผ้าอนามัยไว้ป้องกันการเปื้อนซึม

ากเป็นการผ่าตัดมดลูกผ่านทางหน้าท้อง แพทย์อาจจะต่อท่อจากหน้าท้องเพื่อนำเลือดที่ตกค้างจากบาดแผลออกไป ท่อจะถูกต่อค้างไว้ประมาณ 1-2 วัน หลังจากนำท่อออก และต่อท่อจากกระเพาะปัสสาวะเพื่อระบายปัสสาวะออกทางถุงหน้าท้อง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถปัสสาวะได้เองภายหลังออกจากโรงพยาบาล

ผู้ป่วยควรดูแลตนเองที่บ้าน รับประทานยาตามใบสั่งแพทย์ มาพบแพทย์ตามนัดหมาย และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่ทำงานบ้านหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ และไม่ขับขี่ยานพาหนะจนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ

ในด้านระยะเวลาในการพักฟื้นสำหรับการผ่าตัดมดลูกผ่านช่องคลอดหรือผ่าตัดผ่านกล้อง ผู้ป่วยจะเริ่มฟื้นตัวและสามารถกลับมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติในระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ในขณะที่การผ่าตัดมดลูกผ่านทางหน้าท้องจะใช้เวลานานกว่า คือประมาณ 6-8 สัปดาห์ ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ผู้ป่วยจะกลับไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ คือเมื่อสภาพร่างกายฟื้นฟูเต็มที่แล้ว หรือที่ระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์หลังการผ่าตัด

เมื่อหายดีแล้ว แม้ผู้ป่วยจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดใด ๆ แต่ผู้ป่วยยังคงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ อย่างการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด

  • ตกขาวและปัญหาเกี่ยวกับช่องคลอด: อาจมีตกขาวหรือมีเลือดไหลออกจากช่องคลอด ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าในช่วงมีประจำเดือน แต่ไหลออกมาเรื่อย ๆ และอาจต่อเนื่องไปจนถึง 6 สัปดาห์ แต่หากพบอาการผิดปกติ อย่างมีลิ่มเลือดจับตัวเป็นก้อน หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา
  • อาการวัยทอง: หากอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงอย่างรังไข่ถูกผ่าตัดออกไปด้วย จะมีผลกระทบอันเนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเพศที่ลดลง ซึ่งเป็นอาการของผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนเช่นกัน โดยอาการจะเริ่มปรากฏใน 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด เช่น หงุดหงิด วิตกกังวล โศกเศร้า ร้อนวูบวาบ มีเหงื่อออกบ่อย ๆ โดยอาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยการรับฮอร์โมนทดแทน
  • อารมณ์และสภาพจิตใจ: ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงน้อยลง หรือคิดกังวลเกี่ยวกับการที่ตนไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะซึมเศร้า ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้าหรือวิตกกังวลจนไม่เป็นสุข ควรไปปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจจ่ายยารักษาตามอาการหรือแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัดเพื่อปรับสภาพจิตใจและทำให้ผู้ป่วยพ้นจากภาวะอารมณ์ซึมเศร้าได้
  • ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะปั่นป่วน: หลังการผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียงอย่างอาการท้องผูก หรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก และป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยจำพวกพืชผักผลไม้มาก ๆ

ภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงจากการผ่าตัดมดลูก

  • ผลกระทบจากการใช้ยาสลบ การใช้ยาสลบก่อนการผ่าตัดจะทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่รู้สึกตัวตลอดการผ่าตัด โดยยาสลบจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ความทรงจำ และการตอบสนองของร่างกายอย่างน้อย 1 วันหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจึงไม่ควรขับรถ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำนิติกรรมใด ๆ หลังผ่าตัด 1-2 วัน การรักษาสุขภาพให้ดีก่อนการผ่าตัดจะช่วยลดผลข้างเคียงและผลกระทบจากการใช้ยาสลบ โดยการใช้ยาสลบอาจกระทบต่อร่างกายจนเกิดความเสียหายได้ แต่มีโอกาสพบได้น้อยมาก คือ ประมาณ 1 ใน 10,000 ราย และมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 1 ใน 100,000-200,000 เท่านั้น
  • การติดเชื้อ การผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เป็นการติดเชื้อที่ไม่ร้ายแรง และสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ
  • ภาวะมีเลือดออก มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเสียเลือดมากหรือมีภาวะตกเลือดหลังการผ่าตัด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ต้องทำการรักษาด้วยการให้เลือดแก่ผู้ป่วย
  • ภาวะรังไข่หยุดทำงาน หากผ่าตัดนำมดลูกออกไปแล้วเหลือรังไข่ไว้ดังเดิม รังไข่จะเสื่อมและหยุดทำงาน เนื่องจากขาดเลือดหล่อเลี้ยงระบบที่ถูกส่งผ่านทางมดลูก
  • ภาวะวัยทองก่อนเวลา เมื่อผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกไปแล้ว ร่างกายจะไม่มีการตกไข่ และฮอร์โมนเพศหญิงก็จะถูกผลิตน้อยลง นำไปสู่การเกิดภาวะวัยทองก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างร้อนวูบวาบ มีเหงื่อออกมาก ช่องคลอดแห้ง มีปัญหาในการนอนหลับ อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น
  • การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ในระหว่างที่พักรักษาตัวหลังการผ่าตัด หากไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายและอวัยวะเท่าที่ควร จะเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มในกระแสเลือด หากลิ่มเลือดไหลไปอุดตันในอวัยวะบริเวณที่สำคัญอย่างปอดอาจทำให้เกิดภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ผู้ป่วยจึงควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมหลังการผ่าตัด และอาจถูกฉีดยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  • ท่อไตได้รับความเสียหาย มีโอกาสประมาณ 1% ที่ท่อไตซึ่งเป็นท่อส่งปัสสาวะจะได้รับความเสียหายจากการผ่าตัด โดยหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น แพทย์จะทำการรักษาแก้ไขในระหว่างที่ทำการผ่าตัดมดลูก
  • กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้รับความเสียหาย กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะในช่องท้องบริเวณใกล้เคียงกับมดลูก อาจได้รับความเสียหายจากการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลทำให้ผู้ป่วยต้องปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะไม่ต่อเนื่อง หรืออาจเกิดการติดเชื้อในระบบขับถ่ายได้ โดยแพทย์จะทำการแก้ไขในระหว่างที่ผ่าตัดมดลูก หรือต่อท่อส่งถ่ายปัสสาวะและถุงทวารเทียมโคลอสโตมี (Colostomy) ที่บริเวณหน้าท้องให้ผู้ป่วยขับของเสียออกจากร่างกายอย่างชั่วคราว