ปัญหาใต้ตาดำกวนใจ จัดการอย่างไรดี

ใต้ตาดำเป็นปัญหาที่พบได้ทั้งชายและหญิง โดยมีลักษณะเป็นรอยคล้ำบริเวณใต้ดวงตา ซึ่งมีสีเข้มกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้า และบางคนอาจมีปัญหาถุงใต้ตาซึ่งยิ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า อิดโรย และดูแก่กว่าวัย แม้ปัญหาใต้ตาดำมักไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่อาจทำให้เรารู้สึกเครียดและเสียความมั่นใจได้

ปัญหาใต้ตาดำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย การถ่ายทอดทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่น ๆ หากเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา จะช่วยป้องกันและจัดการกับปัญหาใต้ตาดำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ปัญหาใต้ตาดำกวนใจ จัดการอย่างไรดี

ใต้ตาดำเกิดจากอะไร

รู้หรือไม่ว่าใต้ตาดำไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนน้อยหรือความเหนื่อยล้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้เกิดรอยคล้ำที่ผิวหนังบริเวณใต้ตา ซึ่งได้แก่ปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. ความเหนื่อยล้าและความเครียด

การใช้สายตามากเกินไปและปัญหาด้านการนอนหลับ ทั้งการอดนอน นอนน้อย นอนหลับไม่สนิท หรือแม้แต่การนอนมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุของการเกิดรอยคล้ำใต้ตา โดยทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังบริเวณดวงตาขยายตัว จึงทำให้เกิดรอยคล้ำที่เห็นได้ชัด เนื่องจากผิวหนังใต้ตามีลักษณะบางกว่าผิวส่วนอื่น 

นอกจากนี้ความเหนื่อยล้าและความเครียดอาจทำให้เกิดถุงใต้ตาขึ้นได้ ซึ่งเกิดจากการคั่งของของเหลวบริเวณใต้ตาล่าง ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเกิดอาการบวมนูนขึ้นเป็นถุงใต้ตา

  1. อายุ

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะบางลง ทำให้เห็นเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังบริเวณดวงตาได้ชัดเจน จึงทำให้เห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา นอกจากนี้ ไขมันและคอลลาเจนใต้ผิวหนังจะค่อย ๆ สลายตัวไป ทำให้ผิวบริเวณใต้ตาหย่อนคล้อยและเกิดเป็นถุงใต้ตา ซึ่งทำให้ใต้ตาดูคล้ำลงจากเงาตกกระทบของถุงใต้ตา

  1. เม็ดสีผิวเข้มขึ้น

ใต้ตาดำอาจเกิดจากผลิตเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสีผิวบริเวณใต้ตาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสแสงแดดจัด และโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) และโรคผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) จากการสัมผัสสารต่าง ๆ อย่างสบู่และครีมบำรุงผิว ซึ่งทำให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้ง และมีอาการคัน หากเกาหรือขยี้ตาบ่อย อาจยิ่งทำให้ตาบวมและใต้ตาคล้ำได้

  1. โรคภูมิแพ้

ใต้ตาดำถือเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งพบมากในผู้ที่เป็นภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) โดยเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอาการแพ้อย่างคัดจมูก น้ำมูกไหล และทำให้เส้นเลือดใต้ตาขยายตัว จึงทำให้มองเห็นผิวหนังบริเวณใต้ตาเป็นสีเข้มขึ้น

นอกจากนี้โรคภูมิแพ้ขึ้นตา (Allergic Conjunctivitis) อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาใต้ตาดำ โดยทำให้ผู้ป่วยภูมิแพ้เกิดอาการตาบวมแดง คัน เและทำให้ขยี้ตาบ่อย จึงทำให้ใต้ตาดำคล้ำยื่งขึ้น

  1. สาเหตุอื่น ๆ

ปัญหาใต้ตาดำอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งอาจทำให้บางคนมีใต้ตาดำคล้ำตั้งแต่เด็ก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การขาดสารอาหารบางชนิด ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากลุ่ม NSAIDs และยาที่ใช้ในการรักษาด้วยเคมีบำบัด เป็นต้น

วิธีรับมือกับปัญหาใต้ตาดำให้อยู่หมัด

ใต้ตาดำคล้ำจัดการได้ไม่ยาก โดยอาจใช้เทคนิคง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ โดยวัยรุ่นอายุ 14–17 ปี ควรนอนหลับ 8–10 ชั่วโมงต่อวัน ผู้ใหญ่อายุ 18–64 ปี ควรนอนหลับ 7–9 ชั่วโมงต่อวัน และผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ควรนอนหลับ 7–8 ชั่วโมงต่อวัน และปรับพฤติกรรม เช่น ตื่นนอนและเข้านอนให้เป็นเวลาทุกวัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ใกล้เวลาเข้านอน เพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น
  • ใช้หมอนรองใต้ศีรษะเพื่อหนุนให้ศีรษะสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการคั่งของของเหลวใต้ตา และป้องกันการเกิดอาการตาบวม
  • ประคบเย็นบริเวณดวงตา ซึ่งจะช่วยลดอาการบวม ทำให้หลอดเลือดฝอยใต้ตาหดตัวลงและลดปัญหาใต้ตาดำได้ โดยใช้ช้อนสแตนเลสแช่เย็น ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็ง หรือผ้าชุบน้ำเย็นบีบหมาด ๆ ประคบที่ดวงตาเป็นเวลา 20 นาที และทำซ้ำเมื่อช้อนและผ้าขนหนูคลายความเย็นแล้ว
  • ประคบดวงตาด้วยถุงชา โดยใช้ถุงชาเขียวหรือชาดำที่แช่น้ำร้อนและบีบน้ำออกแล้ว นำไปแช่เย็นประมาณ 15–20 นาที วางถุงชาไว้ที่บริเวณเปลือกตาเป็นเวลา 10–15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • ทาครีมบำรุงรอบดวงตา โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี หรือส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างคาเฟอีน ว่านหางจระเข้ และน้ำมันอัลมอนด์ ซึ่งช่วยลดอาการตาบวมและช่วยให้ผิวบริเวณรอบดวงตากระจ่างใสขึ้น
  • ใช้เครื่องสำอางอย่างคอนซีลเลอร์ (Concealer) ช่วยปกปิดรอยคล้ำใต้ตา โดยเลือกสีของผลิตภัณฑ์ให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริง เพื่อให้การปกปิดดูเป็นธรรมชาติ
  • สวมแว่นตากันแดดเมื่อออกไปนอกบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการเกิดปัญหาใต้ตาดำจากการได้รับรังสียูวี (UV) แล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยรอบดวงตาอีกด้วย
  • รักษาโรคผิวหนังและโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของการเกิดรอยคล้ำใต้ตา โดยปรึกษาแพทย์และใช้ยารักษาอาการของโรค ซึ่งจะช่วยลดอาการใต้ตาดำได้

หากดูแลตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้แล้วรอยคล้ำใต้ตายังไม่จางลง อาจปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การเลเซอร์ (Laser Therapy) การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) และการผ่าตัดถุงใต้ตา (Lower Lid Blepharoplasty)

ใต้ตาดำอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ กรรมพันธุ์ หรืออาการของโรคประจำตัวบางอย่าง หากเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา จะช่วยให้จัดการกับปัญหาใต้ตาดำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากอาการใต้ตาดำแย่ลงหรือพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาบวมหรือสีผิวบริเวณรอบดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเปลี่ยนไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษาอย่างเหมาะสม