ปวดท้องข้างซ้ายกับสาเหตุสำคัญที่ไม่ควรละเลย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยปวดท้องข้างซ้ายกันมาบ้าง ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดรวมอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ไต ตับอ่อน กระเพาะอาหาร หรือลำไส้ อาการปวดนี้จึงอาจมีสาเหตุการเกิดที่หลากหลาย แม้บางสาเหตุอาจรักษาได้ด้วยตนเอง แต่บางสาเหตุก็ต้องพึ่งพาการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  

แม้การปวดท้องจะดูเป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่หากอาการปวดนั้นหาสาเหตุไม่ได้ อาการไม่หายไป หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอและรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะถ้าผู้ป่วยทราบถึงสาเหตุเสียแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการรักษาและหายเป็นปกติเร็วขึ้น บทความนี้จึงได้รวบรวมสาเหตุของปวดท้องข้างซ้ายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาให้ศึกษากัน

ปวดท้องข้างซ้าย

สาเหตุของปวดท้องข้างซ้าย    

ปวดท้องข้างซ้ายสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณท้องส่วนบนและท้องส่วนล่าง โดยอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละคน และเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ 

ปวดท้องข้างซ้ายส่วนบน

สาเหตุของปวดท้องข้างซ้ายส่วนบน มีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. หัวใจขาดเลือด
    เป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการแน่น เจ็บหน้าอกหรือแขนคล้ายถูกบีบ และอาการนั้นอาจลามไปยังกราม แผ่นหลังหรือคอได้ด้วย ภาวะนี้ยังส่งผลให้รู้สึกเมื่อยล้า เวียนศีรษะฉับพลัน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง หายใจไม่อิ่ม และเหงื่อออกขณะที่ร่างกายเย็น หากสงสัยว่าตนเองป่วยเป็นหัวใจขาดเลือดควรโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที
  2. โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
    เกิดจากการอักเสบและบวมของเยื่อหุ้มที่ล้อมรอบหัวใจ ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกช่วงกลางหรือข้างซ้าย โดยเฉพาะเมื่อหายใจเข้า รู้สึกเหนื่อย อ่อนแรง ไอ ท้องหรือขาบวมผิดปกติ หายใจไม่อิ่มขณะนอนหรือเอนกาย ใจสั่น และมีไข้ต่ำ ๆ
  3. กรดไหลย้อน
    เมื่อกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารอาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดังกล่าว ผู้ป่วยอาจรู้สึกแสบร้อนกลางอก สำรอกกรดออกมา เสียงแหบ เจ็บหน้าอก จุกแน่นในลำคอ ไอ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังประสบปัญหาในการกลืนอาหารด้วย
  4. โรคลำไส้แปรปรวน
    เป็นภาวะที่ลำไส้ทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือปวดเกร็งหน้าท้องโดยอาการจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ อาจมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก อุจจาระมีเมือกใสหรือสีขาวปนออกมาแต่ไม่มีเลือดปน เรอ มีแก๊สในท้อง หรืออุจจาระไม่สุด ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการและระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป
  5. โรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร
    มักจำแนกเป็นโรคลำไส้อักเสบกับโรคโครห์น ผู้ป่วยอาจมีอาการตั้งแต่เหนื่อยล้า อ่อนแรง มีไข้ ปวดเกร็งหน้าท้อง หรือปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปจนถึงเบื่ออาหารได้
  6. ตับอ่อนอักเสบ
    เกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากเป็นอาการเฉียบพลันอาจทำให้มีอาการปวดท้องลามไปยังหลัง อาการปวดท้องแย่ลงหลังรับประทานอาหาร มีอาการกดแล้วเจ็บเมื่อสัมผัสหน้าท้อง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หรือชีพจรเต้นเร็ว ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการแบบเรื้อรังอาจจะปวดท้องส่วนบน น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อุจจาระมีกลิ่นเหม็นหรือมีไขมันมาก
  7. ม้ามโต
    ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ และอาจเกิดจากโรคหรือภาวะต่าง ๆ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับตับอย่างตับแข็งหรือโรคซิสติก ไฟโบรซิส ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มแม้รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย ปวดหลังข้างซ้าย มีอาการปวดหลังที่ลามไปยังหัวไหล่ ติดเชื้อได้มากขึ้น หายใจไม่อิ่ม หรือเหนื่อยล้า
  8. สาเหตุอื่น
    ปวดท้องข้างซ้ายยังอาจเกิดได้จากปัญหาเกี่ยวกับปอดอย่างปอดบวม เยื่อหุ้มปอดอักเสบ และโรคปอดแฟบหรือมีลมรั่วออกจากปอด ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกอย่างกระดูกอ่อนบริเวณหน้าอกอักเสบ หรือซี่โครงหัก รวมถึงภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบและไส้ติ่งอักเสบแต่มักพบได้น้อยมาก

ปวดท้องข้างซ้ายส่วนล่าง 

สาเหตุของปวดท้องข้างซ้ายส่วนล่าง มีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ (Diverticulitis)
    เมื่อแรงดันภายในลำไส้ใหญ่ก่อให้เกิดกระเปาะขนาดเล็กขึ้นที่ผนังลำไส้ หากกระเปาะเกิดการฉีกขาด บวม หรือติดเชื้อก็อาจส่งผลให้ถุงผนังลำไส้อักเสบได้ โรคนี้พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งอาจทำให้มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการกดแล้วเจ็บเมื่อสัมผัสหน้าท้อง ท้องผูก และท้องเสีย
  2. แก๊ส
    แก๊สมักพบได้ในกระเพาะอาหารไปจนถึงทวารหนัก ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการกลืนอาหารและย่อยอาหาร โดยจะถูกขับออกมาผ่านการเรอและผายลม แต่แก๊สอาจยังคงอยู่และมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ เช่น อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ แสบร้อนกลางอก อุจจาระปนเลือด เป็นต้น
  3. อาหารไม่ย่อย
    กระเพาะอาหารจะผลิตกรดออกมาเมื่อรับประทานอาหาร ซึ่งกรดนั้นอาจทำให้หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เกิดการระคายเคือง ส่งผลให้อาหารไม่ย่อยหรือมีอาการปวดท้องส่วนบน แสบร้อนกลางอก รู้สึกอิ่ม ท้องอืด เรอ ผายลม หรือคลื่นไส้หลังรับประทานอาหาร
  4. โรคไส้เลื่อน
    เป็นภาวะที่ชั้นไขมันหรือบางส่วนของลำไส้เล็กเคลื่อนออกมาจากตำแหน่งเดิมจนมีลักษณะเป็นก้อนตุงอยู่บริเวณช่องท้องหรือขาหนีบ ผู้ป่วยอาจมีก้อนตุงที่ขยายใหญ่ขึ้น ปวดบริเวณที่ไส้เลื่อนมากขึ้น มีอาการปวดเมื่อยกสิ่งของ ปวดตื้อหรือรู้สึกแน่นท้องได้
  5. โรคงูสวัด
    การติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดบริเวณผื่นคันที่เรียงเป็นแนวยาวบนลำตัวข้างใดข้างหนึ่ง และบางครั้งอาจมีผื่นขึ้นบริเวณคอหรือใบหน้าด้วย โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี อาจเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดมากกว่าช่วงอายุอื่น
  6. สาเหตุที่ส่งผลต่อผู้หญิงโดยเฉพาะ
    การปวดท้องข้างซ้ายส่วนล่างของผู้หญิงมักเป็นปัญหาเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก เช่น การปวดประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ถุงน้ำในรังไข่ ภาวะรังไข่บิดขั้ว การตั้งครรภ์นอกมดลูก และการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  7. สาเหตุที่ส่งผลต่อผู้ชายโดยเฉพาะ
    โรคไส้เลื่อนขาหนีบและภาวะอัณฑะบิดขั้วอาจส่งผลให้ผู้ชายเกิดการปวดท้องซ้ายส่วนล่างเช่นกัน ทั้งนี้ ภาวะอัฑณะบิดขั้วเป็นสาเหตุที่รุนแรง ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว   

นอกจากนั้น ยังมีบางสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เช่น ท้องผูกหรือการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงอาจส่งผลให้อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ถ่ายไม่ออก ถ่ายไม่สุด ต้องเบ่งหรือกดหน้าท้องเพื่อช่วยในการถ่ายอุจจาระ ปวดท้องหรือทวารหนัก และนิ่วในไตที่หากเคลื่อนตัวรอบ ๆ ไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมระหว่างไตและกระเพาะปัสสาวะ อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างอาการปวดแปลบที่ท้องและหลัง เจ็บขณะปัสสาวะ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะมีสีชมพู แดง น้ำตาล ขุ่น มีกลิ่นแรง หรือเป็นเลือด เป็นต้น     

วิธีป้องกันปวดท้องข้างซ้าย

แม้จะไม่สามารถป้องกันอาการปวดท้องได้ในทุก ๆ รูปแบบ แต่ผู้ป่วยอาจลดความเสี่ยงการเกิดปวดท้องข้างซ้ายได้ เช่น

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 
  2. ดื่มน้ำบ่อย ๆ 
  3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก 
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ 
  5. รับประทานโดยแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ 
  6. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ 
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส 

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของอาการปวดท้องข้างซ้ายทั้งหลายมีการป้องกันที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการป้องกันที่เหมาะสมกับสาเหตุแต่ละอย่างด้วย

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องข้างซ้ายร่วมกับอาการเตือนอื่น ๆ เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง อาเจียน ปัสสาวะหรือถ่ายเป็นเลือด อาเจียนหรือท้องเสียอย่างรุนแรงหรือบ่อยครั้ง ดีซ่าน ท้องหรือขาบวม กลืนลำบาก เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการปวดท้องข้างซ้ายของตนหรือมีอาการปวดท้องนานกว่า 3 วัน ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ และรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนเช่นเดียวกัน