ทำจมูก รวมขั้นตอนที่ควรรู้

ทำจมูก หรือการศัลยกรรมจมูก (Rhinoplasty) คือการผ่าตัดเปลี่ยนรูปร่างของจมูก โดยอาจมีจุดประสงค์เพื่อปรับรูปร่างลักษณะของจมูกใหม่ หรือช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือความบกพร่องแต่กำเนิด นอกจากนี้ ในปัจจุบันการผ่าตัดทำจมูกยังเป็นการผ่าตัดเสริมความงามเพื่อเสริมความมั่นใจให้ตนเองด้วยเช่นกัน

ทำจมูก

การผ่าตัดศัลยกรรมจมูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยส่วนใหญ่มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างจมูกดังนี้

  • กำจัดส่วนที่โก่งจนเกินไปที่บริเวณสันจมูก
  • ปรับสันจมูกให้ตรงหรือโด่งขึ้น
  • ปรับเปลี่ยนรูปร่างของปลายจมูก
  • ขยายหรือลดขนาดของรูจมูก
  • แก้ไขความผิดปกติของจมูกซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ
  • เปิดทางเดินหายใจ
  • เสริมหรือลดขนาดของจมูก
ขั้นตอนการทำจมูก

การศัลยกรรมจมูกเป็นหนึ่งในการผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยการผ่าตัดจะเน้นการตกแต่งกระดูกอ่อนที่บริเวณจมูก หรือเสริมวัสดุสังเคราะห์ที่ใช้สำหรับการศัลยกรรมเข้าไปที่บริเวณสันจมูก นอกจากนี้บางกรณีอาจมีการตกแต่งบริเวณปลายจมูกและปีกจมูกร่วมด้วย

สาเหตุของการศัลยกรรมจมูกอาจมาจากความไม่พึงพอใจในรูปร่างจมูกของตนเอง ซึ่งในกรณีนี้จะเข้าข่ายเป็นการผ่าตัดเสริมความงาม แต่นอกเหนือจากนี้ การผ่าตัดศัลยกรรมจมูกก็ยังทำเพื่อแก้ไขจมูกที่ผิดรูปร่างหรือเสียหายจากอุบัติเหตุ และการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ และความบกพร่องที่มีมาแต่กำเนิด ทั้งนี้ในการทำจมูก แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ใดสามารถเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก ด้วยการคำนึงถึงหลักในการผ่าตัด สภาพจิตใจของผู้เข้ารับการผ่าตัด และปัจจัยสุขภาพหลายประการ โดยกลุ่มคนที่ไม่ควรทำศัลยกรรมจมูก ได้แก่

  • ผู้ที่มีสภาวะทางจิตไม่คงที่ เช่น โรคจิตเภท
  • มีบุคลิกภาพแบบ SIMON (Single, Immature, Male, Overly Expectant, Narcissistic) คือ โสด อายุน้อย คาดหวังสูงเกินไป และหลงตัวเอง
  • ผู้ที่ไม่ต้องการมีแผลเป็นภายนอก
  • ผู้ที่มีผนังจมูกบวมหนามากหลังจากการทำศัลยกรรมครั้งก่อน
  • ผู้ที่มีความคาดหวังในการศัลยกรรมที่เกินจริง
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดศัลยกรรมจมูกมาก่อนหน้านี้ 9-12 เดือน (ในกรณีที่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่)
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดสูง
  • ผู้ที่เคยมีประวัติในการทำจมูกบ่อย ๆ จนทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อที่บริเวณจมูกไม่แข็งแรง และมีแผลเป็นค่อนข้างรุนแรง
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติดอย่างเช่น โคเคน ผ่านทางจมูก
หากการทำจมูกนั้นทำเพื่อเสริมความงาม ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรรอให้กระดูกที่บริเวณจมูกเจริญเติบโตให้เต็มที่ก่อน โดยในผู้หญิงควรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ส่วนสำหรับผู้ชายจะอยู่ที่ประมาณอายุ 15-16 ปี จึงจะเริ่มทำศัลยกรรมจมูกได้ หากเป็นผู้ที่ต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการหายใจก็สามารถทำได้ทันทีหากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นสมควร

วิธีการทำจมูก

การผ่าตัดศัลยกรรมจมูกมีเทคนิคในการผ่าตัดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและเป้าหมายของผู้เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกอาจทำจากภายในจมูก หรือกรีดเป็นแผลเล็ก ๆ ภายนอกที่ฐานของจมูกบริเวณระหว่างรูจมูก และอาจทำการตกแต่งกระดูกอ่อนที่ใต้ผิวหนังก่อนทำการผ่าตัด การตกแต่งกระดูกจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ รูปร่างจมูกของผู้เข้ารับการผ่าตัด และปริมาณของวัสดุที่ต้องการเสริมเข้าไป หากเป็นการเสริมขึ้นเพียงเล็กน้อย ศัลยแพทย์อาจนำกระดูกอ่อนจากด้านในของจมูก หรือนำกระดูกอ่อนจากใบหูมาเป็นวัสดุเสริม แต่หากต้องการเสริมมากขึ้น อาจต้องใช้กระดูกอ่อนที่ปลูกถ่ายกระดูกจากบริเวณซี่โครง หรือกระดูกอ่อนจากส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย หรือในบางกรณีก็อาจใช้วัสดุสังเคราะห์ที่ใช้สำหรับการศัลยกรรม เช่น ซิลิโคน เป็นต้น

การทำจมูกจำเป็นจะต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาสลบ ซึ่งการเลือกใช้ยาดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนในการผ่าตัด และความชำนาญของศัลยแพทย์ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าถึงประเภทของยาชาที่ใช้ เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่ายาชาประเภทใดเหมาะกับผู้เข้ารับการผ่าตัดมากที่สุด

  • ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยากล่อมประสาท ยาชาชนิดนี้มักจะใช้ในผู้เข้ารับการผ่าตัดแบบผูู้ป่วยนอก มีพื้นที่ในการผ่าตัดที่จำกัด โดยแพทย์จะฉีดยาแก้ปวดและยาแก้ปวดและยาชาที่บริเวณเนื้อเยื่อตรงจมูก และให้ยากล่อมประสาทผ่านทางเส้นเลือด วิธีนี้จะทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดอยู่ในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น
  • ยาสลบ ยาสลบจะถูกให้ด้วยการดมหรือผ่านทางสายน้ำเกลือเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บริเวณฝ่ามือ โดยยาสลบจะส่งผลต่อร่างกายและทำให้หมดสติ วิธีนี้จำเป็นต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจในระหว่างการผ่าตัดด้วย
ทั้งนี้หลังจากการผ่าตัด ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะถูกนำไปยังห้องพักฟื้น ซึ่งเจ้าหน้าจะคอยเฝ้าดูระดับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และรอให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดรู้สึกตัว โดยผู้เข้ารับการผ่าตัดอาจสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน หรือหากมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ก็จำเป็นจะต้องค้างคืนเพื่อรอดูอาการอื่น ๆ ต่อไป

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

เมื่อตัดสินใจที่จะเข้าทำการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกแล้ว ผู้เข้ารับการผ่าตัดและทีมศัลยแพทย์จะต้องหารือกันเรื่องแนวทางในการผ่าตัด โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ และสภาพจิตใจของผู้เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งปัจจัยที่ศัลยแพทย์นำมากำหนดแนวทางในการผ่าตัดมีดังนี้

  • ประวัติการรักษาทางการแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดที่แพทย์มักถามผู้เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเป็นอย่างแรกคือวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้แพทย์จะถามถึงประวัติการรักษาทางการแพทย์ เช่น เคยมีประวัติภาวะจมูกอุดตันหรือไม่ ผู้เข้ารับการผ่าตัดเคยผ่านการผ่าตัด หรือมีการใช้ยาใดในการรักษาโรคหรือไม่ ทั้งนี้หากผู้เข้ารับการผ่าตัดมีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) แพทย์อาจไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก
  • การตรวจสุขภาพ ก่อนศัลยแพทย์จะตัดสินใจทำการผ่าตัดให้ แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด ตรวจดูลักษณะผิวหนังด้านในและด้านนอกของจมูก เพื่อดูความหนาของผิวหนังและความแข็งแรงของกระดูกอ่อนที่ปลายจมูก ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนในการรักษา และทราบถึงผลกระทบในด้านการหายใจหลังจากการทำศัลยกรรมได้ดียิ่งขึ้น
  • การถ่ายภาพ ในการวางแผนการผ่าตัด จะต้องมีการถ่ายภาพจมูกของผู้เข้ารับการผ่าตัดจากมุมต่าง ๆ จากนั้นศัลยแพทย์จะนำภาพเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองผลจากการศัลยกรรมให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดได้ทราบว่า หากทำการผ่าตัดแล้วจะได้ผลอย่างไร โดยศัลยแพทย์จะใช้ภาพถ่ายเพื่อเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด รวมทั้งใช้อ้างอิงในขณะการผ่าตัดและในระยะยาวด้วย
  • ความคาดหวังของผู้เข้ารับการผ่าตัด แพทย์และผู้เข้ารับการผ่าตัดจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันถึงความคาดหวังที่จะได้รับจากการผ่าตัดศัลยกรรม โดยแพทย์จะแนะนำว่าการทำจมูกแบบใดที่สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ และผลที่จะได้เป็นอย่างไร ซึ่งผู้เข้ารับการผ่าตัดจะต้องมีความมั่นใจที่จะพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเอง และควรเปิดใจกับศัลยแพทย์ถึงความต้องการ ซึ่งบางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ทำศัลยกรรมส่วนอื่นบนใบหน้าเพิ่มเติมเพื่อให้ใบหน้าดูสมดุลมากขึ้น
หากสามารถกำหนดวันเข้ารับการผ่าตัดได้แล้ว ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรนัดแนะให้คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดมารับหลังจากผ่าตัดเสร็จในกรณีที่เป็นการผ่าตัดแบบที่สามารถกลับบ้านได้ทันที และควรมีคนอยู่ด้วยหลังจากผ่าตัดอย่างน้อย 1-2 คืน เพื่อดูแล เนื่องจากหลังจากการผ่าตัด ฤทธิ์ของยาชาอาจทำให้เกิดอาการหลงลืม หรือมีปฏิกิริยาตอบโตช้ากว่าปกติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ก่อนเข้ารับการผ่าตัดควรงดใช้ยาแก้ปวด อาทิ ยาแอสไพริน หรือไอบูโพรเฟนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะยาเหล่านี้อาจทำให้เลือดไหลออกมากกว่าที่ควรจะเป็นในระหว่างการผ่าตัด หากจำเป็นต้องใช้ยาควรเป็นยาที่แนะนำโดยศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้เท่านั้น และควรงดหรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่จะทำให้กระบวนการในการรักษาตัวของการผ่าตัดเป็นไปได้ช้าลง และอาจทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

การดูแลหลังผ่าตัด

โดยปกติแล้วการผ่าตัดทำจมูกจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจะมีการนอนพักเพื่อดูอาการ หากไม่มีอะไรที่ผิดปกติแพทย์จะให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ทั้งนี้แพทย์จะแนะนำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดหยุดพักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์กว่าจะสามารถกลับมาทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ตามปกติ ขณะที่ในช่วงแรก ๆ อาการบวมจะยังคงอยู่ และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไปอาการบวมและแดงจึงจะค่อย ๆ ลดลง และเผยให้เห็นรูปร่างของจมูกที่เปลี่ยนไปได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งแล้วแต่สภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล

ทว่าการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกก็มีความเสี่ยงและสามารถพบภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด ได้แก่

  • เลือดออกในปริมาณมาก การผ่าตัดทุกชนิดเป็นสาเหตุของการสูญเสียเลือด แต่หากการสูญเสียเลือดนั้นมากเกินควบคุมอาจส่งผลอันตรายต่อผู้เข้ารับการผ่าตัด โดยอาจทำให้ความดันโลหิตต่ำ และเข้าสู่ภาวะขาดเลือด
  • การติดเชื้อ แม้การดูแลรักษาหลังผ่าตัดที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่การติดเชื้อก็ยังคงเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้บ่อยในการผ่าตัดศัลยกรรม โดยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อภายในและรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • เกิดแผลเป็น โดยปกติแล้วการผ่าตัดส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดแผลเป็นในภายหลัง แต่ถ้าหากเป็นการผ่าตัดศัลยกรรม แผลเป็นถือเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นหากเกิดแผลเป็นขึ้นควรรีบไปพบแพทย์
นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากความผิดพลาดจากการผ่าตัดหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาชาและยาสลบ เช่น
  • ผนังกั้นช่องจมูกทะลุ
  • หายใจทางจมูกได้ลำบากเนื่องจากลักษณะของรูจมูกเปลี่ยนไป
  • เกิดอาการชาอย่างถาวรภายในหรือบริเวณรอบ ๆ จมูก
  • อาการเจ็บปวด บริเวณจมูกเปลี่ยนสี หรือมือาการบวมอย่างต่อเนื่อง
  • จมูกเบี้ยว
  • จมูกอุดตันจนทำให้หายใจทางจมูกไม่ได้ และต้องหายใจทางปากแทน
  • มีเลือดกำเดาออกเล็กน้อยหลังการผ่าตัดช่วงแรก ๆ
  • เกิดอาการแพ้ยาหรือยาสลบที่ใช้
  • การรับกลิ่นผิดเพี้ยน
สำหรับการดูแลรักษาตนเองหลังจากการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก เพื่อให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็วผู้เข้ารับการผ่าตัดควรดูแลตัวเองดังนี้
  • นอนหนุนหมอนให้สูงขึ้น เวลาพักผ่อนควรเสริมหมอนที่ใช้รองคอให้สูงขึ้นติดต่อกันอย่างน้อย 2 วันเพื่อลดอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจัด หรือทำให้บริเวณผ้าที่ปิดแผลเปียก เพราะอาจทำให้แผลหายช้า
  • หลีกเลี่ยงการแกะแผลใด ๆ ที่บริเวณจมูกจนกว่าแพทย์จะให้นำเฝือกออกได้
  • หลีกเลี่ยงการเกิดแรงดันที่จมูก เช่น การจาม ควรจามแบบเปิดปาก และห้ามสั่งน้ำมูก
  • หลีกเลี่ยงฝุ่นและควัน หากเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าปิดปากเพื่อป้องกัน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
  • รับประทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด ยาที่สามารถใช้ได้ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพรินและยาไอบูโพรเฟน
ไม่เพียงเท่านั้น ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเยอะ ๆ และแสดงสีหน้า ยิ้ม หัวเราะ อย่างพอดีเพื่อไม่ให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน อีกทั้งหากถอดเสื้อควรถอดอย่างระมัดระวังไม่ให้โดนในส่วนของจมูก การแปรงฟันก็ควรแปรงเบา ๆ เพื่อไม่ให้กระเทือนไปถึงแผลผ่าตัด และระมัดระวังการสวมแว่นตาทุกชนิด ที่สำคัญที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะแสงแดดที่มากเกินไปอาจทำให้ผิวบริเวณจมูกเปลี่ยนสีและเป็นอันตรายได้

หลังจากการผ่าตัดศัลยกรรม ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติภายในเวลา 1 สัปดาห์ แต่ในระยะประมาณ 2-3 สัปดาห์แรกอาจมีอาการที่เป็นผลกระทบบริเวณรอบดวงตา อาทิ อาการชา อาการบวม หรือผิวหนังบริเวณรอบดวงตาเปลี่ยนสี แต่มีในกรณีที่น้อยมากที่อาการบวมอาจจะอยู่นานถึง 6 เดือน ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวมให้ลดลง

ที่สำคัญ หลังการผ่าตัด ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรไปพบแพทย์ให้ตรงตามนัดและควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด