ถามแพทย์

  • มีอาการขาชายิบๆซ่าๆ และเหมือนมีตัวอะไรวิ่งอยู่ในขาและนิ้วเท้ากระตุกด้วยค่ะ

  •  Sasithorn
    สมาชิก

    ปัจจุบัน อายุ 40 ปี เคยเป็นโรคเนื้องอกที่รังไข่ มาตั้งแต่ช่วงอายุ 20 นิดๆ ซึ่งในช่วงที่รักษาก่อนผ่าตัดหมอก็จะรักษาโดยการใช้ยาก่อน เมื่อไม่ยุบจึงผ่าตัด สรุปว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ได้รับการรักษาด้วยยาและได้รับการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ตัดมดลูกค่ะ

    นอกจากนั้นเมื่อราวๆ 7-8  ปีที่แล้ว เคยเป็นโรคเครียด นอนไม่หลับ หาหมอหลายที่ หมอวินิจฉัยว่าสารเคมีในสมองผิดปกติ จึงจ่ายยา Tripnatol 25mg มาให้ ทำให้หลับง่ายขึ้น แต่เนื่องจากเข็ดกับการนอนไม่หลับอีก จึงยังคงกินยา tripnatol ทุกคืนมาตลอด 7-8 ปี เพราะหมอเคยบอกว่าไม่ใช่ยานอนหลับ ไม่มีอาการติดยา จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ค่ะ

    แต่เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีอาการขาชายิบๆ ทั้ง 2 ข้าง และมีอาการนิ้วโป้งเท้ากระตุกเองร่วมด้วย บางวันกระตุกจนเมื่อยนิ้วเลยค่ะ พอเรารู้ตัวก็จะหยุด แต่เผลอก็กระตุกใหม่ ตอนเริ่มเป็นใหม่ๆ รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรวิ่งอยู่ในขา แต่ทุกวันนี้มีแค่อาการชายิบๆ ซู่ซ่าในขาตลอดเวลาและนิ้วเท้ากระตุกเท่านั้นค่ะ

    เคยไปหาหมอกระดูก หมอก็ว่าไม่เกี่ยวกับกระดูก ต้องไปหาหมอระบบประสาท แต่รอนัด 3-4 เดือน ก็เลยยังไม่ได้ไปหาสักที เคยหาข้อมูลจากเน็ตว่าอาการแบบนี้ อาจเป็น RLS (restless leg syndrome) แต่ขาก็ไม่ได้กระตุกเวลานอน จึงอยากสอบถามคุณหมอหน่อยค่ะ ว่าพอจะบอกได้มั้ยว่าเป็นอะไร อันตรายแค่ไหน และเกี่ยวข้องกับยา tripnatol หรือฮอร์โมนรึเปล่าคะ แต่ทุกวันนี้ไม่ได้รักษาด้วยยาหรือฮอร์โมน มาปีกว่าแล้วค่ะ แต่อาการก็ยังคงเป็นอยู่ตลอดเวลา 

    ยาวหน่อยต้องขออภัยด้วยนะคะ

    ขอบคุณมากๆๆ ค่ะ

    ศศิธร

     

     สวัสดีค่ะคุณ  ศศิธร

    อาการชานั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุมากมาย เช่น การบาดเจ็บ หรือการกดทับของเส้นประสาท ปลายประสาทอักเสบ โรคพิษสุราเรื้อรัง ทำให้ปลายประสาทเสื่อม โรคหลอดเลือดอักเสบ ภาวะเส้นเลือดในสมอง ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด การขาดวิตามินบางชนิด เป็นต้น ส่วนอาการกระตุกนั้นอาจเกิดจากเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อโดยรอบ และอาจเกี่ยวกับอาการชาหรือไม่ก็ได้ค่ะ แต่ในกรณีนี้หากหยุดยามาเป็นระยะเวลานานแล้วยังมีอาการก็อาจไม่เกี่ยวกับการใช้ยาค่ะ

    ส่วนการรักษาจะขึ้นกับสาเหตุที่เป็นค่ะ

    แนะนำว่า หากยังมีอาการ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจร่างกาย และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมอื่น แล้วจึงให้การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไปค่ะ