
May 22, 2017 at 02:36 PM

May 22, 2017 at 02:36 PM

May 22, 2017 at 04:04 PM
สวัสดีค่ะ คุณ Kannon,
การตรวจหาเชื้อ เอชไอวี (HIV) สามารถทำได้ 3 รูปแบบ คือ
1. การตรวจหาภูมิคุ้มกัน (antibody) หรือ Anti-HIV ซึ่งมีหลายเทคนิควิธี โดยปกติเมื่อร่างกายได้รับเชื้อ จะต้องอาศัยเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ซึ่งจะเริ่มตรวจพบหลังติดเชื้อได้ 3 สัปดาห์ และตรวจพบได้เกือบ 100% ที่ 12 สัปดาห์ ดังนั้น หากเพิ่งเริ่มมีการติดเชื้อ ผลตรวจ Anti-HIV อาจเป็น negative (หรือ non-reactive) ได้ จึงต้องรออีก 12 สัปดาห์แล้วตรวจซ้ำ หากผล เป็น negative อีกครั้งแปลว่าไม่มีการติดเชื้อ ซึ่งในกรณีของคุณ Kannon หากเป็นการตรวจชนิดนี้ ถ้านับตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2559 ที่คุณ Kannon บอกว่ามีความเสี่ยง แปลว่าไม่มีการติดเชื้อค่ะ แต่หากหลังจากนั้นคุณ Kannon มีความเสี่ยง แปลว่ายังมีโอกาสติดเชื้อได้อีกค่ะ
2. การตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อ HIV ได้แก่
- ตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV (nucleic acid test = NAT) สามารถจะตรวจพบเชื้อได้ภายใน 7-28 วัน หลังรับเชื้อ
- ตรวจหาโปรตีนของเชื้อ HIV (p24 antigen testing) สามารถตรวจพบได้ภายใน 5 วันหลังรับเชื้อ แต่มีความไวในการตรวจเจอต่ำกว่าวิธี NAT
3. การตรวจหาภูมิคุ้มกันและตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อร่วมกัน
การติดเชื้อ เอชไอวี ในระยะแรกนั้นมักไม่ค่อยมีอาการหรือมีอาการน้อย ได้แก่ ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ถ่ายอุจจาระเหลว ซึ่งอาการเหล่านี้จะไม่จำเพาะ และคล้ายคลึงกับอาการของไข้หวัดใหญ่ โดยจะเกิดภายใน 2-4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ อาการจะเป็นอยู่ไม่นานแล้วหายไปได้เอง ต่อมาจึงจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรังค่ะ
ดังนั้นหากคุณ Kannon กังวลใจว่าอาการดังกล่าวจะเป็นการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ และอาจลองใช้วิธีตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อร่วมอีกทางหนึ่งก็ได้ค่ะ