ถามแพทย์

  • ตรวจ anti-hiv

  •  ceo_zero
    สมาชิก
    ผมไปตรวจ anti-hiv รอบแรก (หลังเสี่ยงมา 63 วัน ) แบบ rapid test ผลเลือดเป็นลบ และไปตรวจรอบที่ 2 ( หลังเสี่ยงมา 81 วัน ) รอบนี้เข้าแลปผลเลือดออกมาเป็น non-reactive แต่ผมคลำเจอก้อน 1ซม. ที่ขาหนีบสองข้างและที่ข้างคอสองข้าง ไม่มีอาการเจ็บแต่อย่างใด เป็นไปได้มั้ย ? ว่าสาเหตุมันมาจากการที่ผมไปกดย้ำมันบ่อย และ ผลเลือดของผมจะสรุปเป็นปกติเคสคือ ต้องรอตรวจซ้ำอีกหลังเสี่ยง 90 วันใช่มั้ยครับ

    สวัสดีค่ะ คุณ ceo_zero,

                          การตรวจหาเชื้อ HIV ในปัจจุบัน จะเป็นการตรวจด้วยวิธี fourth generation ซึ่งจะเริ่มตรวจเจอเชื้อได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังจากรับเชื้อมา และตรวจเจอได้เกือบ 100% ที่ 1 เดือน ดังนั้น หากได้ไปเจาะเลือดตรวจที่ 81 วันหลังไปมีความเสี่ยงมา แล้วผลเป็น non-reactive ก็แสดงว่าไม่มีการติดเชื้อค่ะ ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก

                          สำหรับก้อนที่ขาหนีบ 2 ข้าง และที่คอ 2 ข้าง อาจเป็น 

                          - ต่อมน้ำเหลืองโต จากการติดเชื้อต่างๆ โดยอาจเป็นเชื้อบริเวณใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตจากการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ มีแผลที่ขา เป็นต้น หรือการที่ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ อาจเกิดจากมีฟันผุ เหงือกอักเสบ คออักเสบ เป็นต้น แต่มักมีอาการกดเจ็บร่วมด้วย และน่าจะเป็นเพียงข้างเดียว มากกว่าที่จะเป็นทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กันค่ะ

                         - ก้อนซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง แต่ก็ไม่น่ามีหลายก้อน

                         - ก้อนเนื้องอกชนิดต่างๆ แต่ก็ไม่น่าเป็นหลายก้อนเช่นกัน

                         - เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง แต่ก็จะมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดร่วม

                         - มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก้อนจะโตเร็ว ขยายจำนวนมากขึ้น และอาจมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

                         นอกจากนี้ การที่ไปกดย้ำบ่อยๆ อาจทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ มีการบวมนูนได้เล็กน้อยค่ะ ดังนั้น ในเบื้องต้น ก็ควรงดการกด นวดคลึงบ่อยๆ และหากยังไม่มีอาการเจ็บ ปวดบริเวณขาหนีบและคอ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ก็ควรสังเกตอาการไปก่อนค่ะ หากยังคงคลำได้ก้อน หรือไม่แน่ใจ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจค่ะ