
Jan 24, 2023 at 10:23 AM

Jan 24, 2023 at 10:23 AM

Jan 24, 2023 at 11:01 AM
สวัสดีค่ะ คุณผู้ใช้งาน,
โดยปกติ การวินิจฉัยโรคเริม ทั้งโรคเริมที่ปาก โรคเริมที่อวัยวะเพศ จะอาศัยการอาการเป็นหลัก เพราะอาการมักจะเด่นชัด โดยหากเป็นเริมที่อวัยวะเพศ การติดเชื้อในครั้งแรก จะทำให้มีอาการทั่วทั้งร่างกาย ได้แก่ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อมา จะเริ่มมีรอยโรคที่อวัยวะเพศ เป็นลักษณะตุ่มใสขนาด 1-2 มม. ซึ่งต่อมาจะแตก มีน้ำสีเหลืองข้นเคลือบด้านบน มีอาการเจ็บ อาจมีปัสสาวะแสบขัดจากการที่น้ำปัสสาวะระคายเคืองที่แผล รวมระยะเวลาที่มีอาการทั้งสิ้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ หลังจากที่อาการหายแล้ว เชื้อจะยังซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายเราไปตลอดชีวิต ไม่สามารถกำจัดออกได้ แต่ในช่วงที่ไม่มีอาการ ก็จะไม่ได้แพร่เชื้อไปสู้ผู้อื่นได้ค่ะ
เมื่อร่างกายเราอ่อนแอ หรือมีปัจจัยบางอย่าง เช่น การมีความเครียด พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก ป่วยเป็นไข้หวัด เป็นต้น เชื้อไวรัสเริม ก็จะออกจากปมประสาทและมาทำให้เกิดรอยโรคที่อวัยวะเพศได้ ซึ่งในช่วงที่มีรอยโรคนี้ ก็จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ อาการที่กลับซ้ำนี้ มักไม่รุนแรง และมักหายไปภายใน 1 สัปดาห์ มักจะเป็นที่ตำแหน่งเดิม
ส่วนโรคเริมที่ปาก ก็จะคล้ายกับที่อวัยวะเพศ เพียงแต่รอยโรคจะไปเกิดที่ริมฝีปากค่ะ
ดังนั้น หากไม่เคยมีอาการเหล่านี้ ประกอบกับการตรวจ มีค่าที่ไม่ถึงระดับการติดเชื้อ ก็แสดงว่าไม่ได้มีการติดเชื้อโรคเริมค่ะ
ทั้งนี้ การตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อเริมหรือไม่นั้น มักไม่ได้ตรวจกันเป็นปกติทั่วไป เพราะอาศัยแค่การตรวจจากอาการก็มักจะเพียงพอแล้ว โดยการตรวจจากเลือดนั้น จะตรวจเฉพาะในบางกรณี เช่น ตรวจในเด็กทารกที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเริมแต่กำเนิดหรือไม่ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อมาจากมารดาที่กำลังเป็นเริมในขณะคลอด โดยโรคเริมในทารก ก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่อวัยวะหลายๆ อย่าง จะไม่ได้มีอาการเหมือนในผู้ใหญ่ หรือนอกจากนี้ ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น HIV เชื้อเริมก็จะไปทำให้เกิดอาการในหลายๆ อวัยวะได้ ซึ่งก็จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยค่ะ
สำหรับค่าระดับภูมิคุ้มกันที่ตรวจพบขึ้น แต่ไม่ถึงระดับการติดเชื้อ ก็เกิดจากการมีปฏิกิริยาข้ามกัน (cross reactivity) ต่อโปรตีนหรือสารต่างๆ ได้ค่ะ