คอตีบ

ความหมาย คอตีบ

คอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรง มักจะมีผลต่อเยื่อบุจมูกและลำคอ หรืออาจเกิดกับผิวหนังได้ในบางราย โดยคอตีบเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางการไอและจาม หรือการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคคอตีบ นอกจากนั้นการสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เช่น เครื่องนอนหรือเสื้อผ้า ก็มีโอกาสทำให้ติดเชื้อได้

คอตีบ

อาการของคอตีบ

สัญญาณและอาการของคอตีบมักจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อ 2-5 วัน ซึ่งอาจเกิดอาการเหล่านี้ ได้แก่

  • เป็นแผลและมีเยื่อบุสีเทาเกิดขึ้นที่ในลำคอและบริเวณต่อมทอนซิล
  • มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป
  • หนาวสั่น
  • รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลีย
  • มีอาการปวดศีรษะ
  • มีน้ำมูก
  • มีอาการเจ็บคอ ไอ เสียงแหบ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอบวม
  • กลืนอาหารลำบาก หรือรู้สึกเจ็บเวลากลืน
  • หอบ เหนื่อย หายใจลำบาก
ในบางครั้งโรคคอตีบยังสามารถเกิดขึ้นได้ที่ผิวหนังซึ่งเรียกว่า (Cutaneous Diphtheria) ซึ่งจะเกิดตุ่มหนองขึ้นที่ผิวหนัง มักจะเกิดขึ้นที่ขา เท้า และมือ โดยแผลและตุ่มพองเหล่านี้จะก่อตัวจนเป็นแผลขนาดใหญ่ขึ้นและล้อมรอบไปด้วยปื้นแดงและมีเยื่อบุสีเทา ลักษณะของผิวดูคล้ายแผลกดทับ แผลเหล่านี้มักจะหายไปได้เองภายใน 2-3 เดือน แต่อาจทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ หากพบว่าตนเองหรือบุตรหลานมีสัญญาณและอาการของโรคคอตีบ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของคอตีบ เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคคอตีบ คือ Corynebacterium Diphtheriae โดยเชื้อตัวนี้มักพบว่ามีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเชื้อขึ้นบริเวณเยื่อบุที่คอ และสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ผ่านทาง 3 ทาง ได้แก่

  • ทางอากาศ เมื่อผู้ป่วยคอตีบไอหรือจาม จะปล่อยแพร่ละอองที่ปนเปื้อนเชื้ออยู่ ซึ่งผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอาจสูดเอาเชื้อนี้เข้าไป โดยโรคคอตีบจะแพร่กระจายและติดต่อได้ดีในทางอากาศ โดยเฉพาะในที่ที่มีคนจำนวนมาก
  • ของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยคอตีบบางรายพบว่าได้รับเชื้อจากการจับหรือสัมผัสกับกระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วของผู้ที่ติดเชื้อ รวมถึงดื่มน้ำจากแก้วของผู้ที่มีเชื้อ
  • ของใช้ภายในบ้านที่ปนเปื้อนเชื้อ เป็นสาเหตุที่พบได้น้อย โดยอาจได้รับการแพร่เชื้อจากของใช้ที่ใช้ร่วมกันภายในบ้าน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือของเล่นเด็ก
นอกจากนั้น การสัมผัสกับแผลของผู้ที่ติดเชื้อคอตีบ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ได้เช่นกัน ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคคอตีบ ได้แก่ เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคคอตีบ และผู้ที่ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องพบผู้คนจำนวนมาก ๆ หรือขาดสุขอนามัยที่ดี รวมไปถึงผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคคอตีบ

การวินิจฉัยคอตีบ แพทย์มักพิจารณาโรคคอตีบจากสัญญาณและอาการของผู้ป้วย เช่น มีอาการเจ็บคอและมีเยื่อบุสีเทาเกิดขึ้นในคอและทอนซิล แพทย์จะวินิจฉัยโรคจากการเพาะเชื้อในห้องทดลองจากเยื่อบุในคอ นอกจาก นั้น ยังใช้ตัวอย่างจากแผลที่ผิวหนังนำไปเพาะเชื้อเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเป็นโรคคอตีบ

การรักษาคอตีบ

โรคคอตีบเป็นโรคที่มีความรุนแรง มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีหากแพทย์สงสัยว่าเป็นโรค โดยที่ไม่ต้องรอการยืนยันจากการทดลองเพาะเชื้อ โดยการรักษาโรคคอตีบในปัจจุบัน ได้แก่

  • การใช้ยาต้านพิษ (Diphtheria Antitoxin) ใช้ยาต้านพิษเพื่อหยุดพิษที่ผลิตจากแบคทีเรียที่กำลังโจมตีร่างกาย เมื่อแพทย์คาดว่าคนไข้เป็นโรคคอตีบ แพทย์จะฉีดยาต้านพิษนี้เข้าทางหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ โรคคอตีบสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลิน (Penicillin) เพื่อฆ่าและกำจัดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย
โดยปกติของคนไข้โรคคอตีบจะต้องถูกแยกพักรักษาจากคนไข้อื่น ๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และแยกรักษาไว้จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งโดยปกติจะเป็นเวลาประมาณ 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มให้ยาปฏิชีวนะ และหลังจากคนไข้ได้รับยาปฏิชีวนะจนครบและเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์จะทำการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในร่างกายของคนไข้แล้ว

ภาวะแทรกซ้อนของคอตีบ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคคอตีบ ได้แก่

  • การอุดกั้นของทางเดินหายใจ หายใจลำบาก ปอดติดเชื้อ และมีภาวะระบบหายใจล้มเหลวตามมา
  • สร้างความเสียหายให้กับระบบประสาท (Polyneuropathy) และเป็นอัมพาต
  • ทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และมีโอกาสหัวใจวาย
การป้องกันคอตีบ

หากได้รับการสัมผัสกับผู้ที่เป็นคอตีบ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสอบและการรักษาที่สามารถทำได้ทันท่วงที ซึ่งแพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยป้องกันการพัฒนาของโรค นอกจากนั้น อาจต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบเพิ่มเติม โดยการป้องกันที่ดีที่สุด คือการรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ  ซึ่งในประเทศไทยแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบตั้งแต่ช่วงทารกและวัยเด็ก รวมถึงการฉีดวัคซีนกระตุ้นในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ โดยวัคซีนที่ใช้เพื่อป้องกันมี 4 ชนิด ได้แก่  DTaP, Tdap, DT และ Td โดยวัคซีนเหล่านี้ใช้ในการป้องกันทั้งโรคคอตีบและบาดทะยัก วัคซีน DTaP และ Tdap ยังใช้ในการป้องกันโรคไอกรนได้อีกด้วย ส่วนวัคซีน DTaP และ DT จะใช้กับเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี ส่วน Tdap และ Td จะใช้ในเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่