คลอเฟนิรามีน

คลอเฟนิรามีน

คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine: C.P.M.) อยู่ในกลุ่มยาแก้แพ้ ออกฤทธิ์โดยต้านการทำงานของสารฮีสทามีนซึ่งเป็นสารที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างขึ้นและก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อภูมิแพ้ ยาคลอเฟนิรามีนจึงใช้บรรเทาอาการจากหวัด จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล อาการคัน รวมถึงไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้แพทย์ยังอาจใช้รักษาอาการอื่น ๆ ตามความเหมาะสมด้วย

คลอเฟนิรามีน

เกี่ยวกับคลอเฟนิรามีน

กลุ่มยา ยาต้านฮีสทามีน (Antihistamine)     
ประเภทยา ยาหาซื้อได้เอง
สรรพคุณ รักษาอาการที่เกิดจากภูมิแพ้ หวัด และไข้หวัดใหญ่
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม ยาฉีด

คำเตือนการใช้ยาคลอเฟนิรามีน

  • ไม่ควรใช้ยานี้หากเคยมีอาการแพ้ยาหรือแพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของยา
  • แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่กำลังใช้อยู่
  • ผู้ที่เพิ่งใช้ยาโซเดียมออกซีเบต (Sodium Oxybate) ยาฟูราโซลิโดน (Furazolidone) ยากันชักกลุ่มไฮแดนโทอิน (Hydantoins) หรือยากลุ่มเอ็มเอโอไอ (MAOI) ควรรอให้ครบ 14 วันจึงเริ่มรับประทานยาคลอเฟนิรามีนได้
  • หญิงมีครรภ์หรือกำลังวางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • ผู้ขับขี่รถยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์ควรระมัดระวังในการใช้ยา เนื่องจากยามีผลข้างเคียงให้เกิดอาการง่วงซึม ตาพร่า หรือวิงเวียน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดผลข้างเคียง
  • ผู้ป่วยโรคหอบหืด ต้อหิน กระเพาะอาหารหรือลำไส้อุดตัน ปัสสาวะไม่ออก โรคต่อมลูกหมากโตไม่ควรใช้ยานี้
  • ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา หากป่วยเป็นโรคตับ โรคไต โรคเกี่ยวกับปอด หัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง หอบหืด ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบ เบาหวาน กระเพาะอาหารหรือลำไส้อุดตัน กระเพาะปัสสาวะอุดตัน เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต ต่อมไทรอยด์ทำงานสูงผิดปกติ ลมชัก หรือแพ้ยาและอาหารใด ๆ
  • ยานี้อาจทำให้ผิวไวต่อแสง ควรหลีกเลี่ยงการเจอแสงแดด แสงไฟ และทาครีมกันแดดหรือคลุมผ้า หากต้องเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน
  • ควรหยุดรับประทานยานี้เป็นเวลา 7 วันก่อนการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เนื่องจากยาอาจส่งผลให้การตอบสนองลดลงและได้ผลการทดสอบไม่ชัดเจน
  • ระมัดระวังการใช้ยานี้กับเด็กและผู้สูงอายุ เพราะจะเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย
  • อย่าใช้ยานี้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ปริมาณการใช้ยาคลอเฟนิรามีน

ยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม (สำหรับอาการหวัด จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ลมพิษ)

  • เด็กอายุ 2-5 ปี ปริมาณ 1 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 6 มิลลิกรัม/วัน)
  • เด็กอายุ 6-11 ปี ปริมาณ 2 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 16 มิลลิกรัม/วัน)
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ปริมาณ 4 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 32 มิลลิกรัม/วัน)
  • ผู้ใหญ่ ปริมาณ 4 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 32 มิลลิกรัม/วัน)

ยาฉีด (สำหรับโรคภูมิแพ้)

  • เด็กอายุ 2-11 ปี ปริมาณ 0.35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งปริมาณฉีดทุก 4-6 ชั่วโมง (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/วัน)
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป/ผู้ใหญ่ ปริมาณ 10-20 มิลลิกรัม (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/วัน)

การใช้ยาคลอเฟนิรามีน

  • ยานี้อาจรับประทานพร้อมมื้ออาหารหรือระหว่างท้องว่างก็ได้
  • รับประทานตามปริมาณและระยะเวลาที่แพทย์หรือสลากยากำกับ อย่าใช้เกินปริมาณหรือระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ยาเม็ดไม่ควรบด กัด หรือเคี้ยวก่อนกลืน ควรกลืนลงไปทั้งเม็ด
  • ยาน้ำควรใช้ช้อนหรือถ้วยยาวัดปริมาณที่ต้องรับประทาน
  • หากลืม ให้รับประทานยาทันที แต่หากใกล้ถึงเวลารับประทานครั้งต่อไปให้ข้ามไปได้เลย อย่าเพิ่มปริมาณยาทดแทน
  • หากภายใน 7 วัน อาการยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ก่อนเข้ารับการรักษาทางการแพทย์และทันตกรรมใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงการใช้ยานี้

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาคลอเฟนิรามีน

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในผู้ใช้ยาคลอเฟนิรามีน ได้แก่

  • ท้องผูก ไม่อยากอาหาร
  • ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน
  • เวียนศีรษะ ตาพร่า ง่วงซึม
  • นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย วิตกกังวล ตกใจง่าย
  • ปากแห้ง จมูกแห้ง หรือคอแห้ง

บางรายอาจส่งผลรุนแรงดังอาการต่อไปนี้ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที

  • แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • อาการบวมที่ลิ้น ปาก ริมฝีปาก และใบหน้า
  • มีผื่นแดง ลมพิษ
  • หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ
  • ปัสสาวะขัดหรือปัสสาวะไม่ออก
  • ปวดศีรษะ มีอาการสั่น นอนไม่หลับ การมองเห็นไม่ปกติ
  • เวียนศีรษะรุนแรง หน้ามืด จะเป็นลม
  • ประสาทหลอน มีอาการชัก